นักวิชาการ เสนอมาตรการดันประเทศไทยไปต่อ “อุดช่องโหว่” พลังงานไทย

ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ทวีความร้อนแรง โดยเฉพาะความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลก แม้ประเทศไทยจะยังไม่เผชิญภาวะขาดแคลนพลังงานโดยตรง แต่ระบบพลังงานของไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากปัญหาน้ำมันหน้าปั๊มไม่พอเติม โรงงานบางแห่งสั่งหยุดการผลิต และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ทยอยปรับขึ้น สะท้อนถึงความเปราะบางเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน

 

*ภาคอุตสาหกรรม

ดร.เรืองศักดิ์ ฐิติรัตน์สกุล ที่ปรึกษาประจำสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศสูงถึง 90% เพื่อนำมากลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปใช้ในประเทศ ในจำนวนนี้ สัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ที่ 50-60% ดังนั้นเมื่อเกิดการปิดช่องแคบฮอร์มุซ โอกาสที่ประเทศไทยจะเจอปัญหาด้านพลังงานคือ 50-50

ในขณะที่ก๊าซ LNG นั้น มีการนำเข้าจากต่างประเทศแค่ 40% และมีเพียง 20-30% เท่านั้นที่มาจากตะวันออกกลาง ส่วนที่เหลืออีก 60% สามารถผลิตเองได้ในประเทศ จึงถือว่าประเทศไทยมีการกระจายแหล่งจัดหาก๊าซ LNG ที่หลากหลายกว่า ทั้งจากออสเตรเลีย แอฟริกา และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น

ดร.เรืองศักดิ์ชี้ว่า วิกฤตพลังงานในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากซัพพลายหาย แต่เป็นการสะดุดของระบบขนส่งหรือที่เรียกว่า “Logistion Disruption” เปรียบเสมือนเวลาผู้ขายมีสินค้าอยู่ในคลัง แต่ไม่สามารถส่งถึงผู้บริโภคได้ เมื่อรวมกับความตื่นตระหนกของตลาด ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด กระทบต่อราคาวัตถุดิบของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานเข้มข้น อาทิ ปูนซีเมนต์ เหล็ก แก้ว และปิโตรเคมี ซึ่งขณะนี้โรงงานบางส่วนก็ได้ประกาศหยุดการผลิต (Force Majeure) เป็นที่เรียบร้อย

อุตสาหกรรมไทยไปต่อ: ดร.เรืองศักดิ์ เสนอวิธีการแก้ปัญหาด้านคอขวดในระยะเร่งด่วนคือการกระจายแหล่งจัดหาให้เร็วขึ้น ลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง พร้อมปรับพอร์ตการนำเข้าน้ำมันดิบให้มีความหลากหลายขึ้น สำหรับในส่วนของก๊าซ LNG ได้เสนอแนะการปรับปรุงสัดส่วนการจัดหา LNG แบบสัญญาระยะยาวและตลาดจร (Spot) ให้สมดุล

นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐบาลทบทวนการสร้างคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR: Strategic Petroleum Reserve) ในโมเดลรัฐร่วมทุนกับเอกชน (PPP: Public-Private Partnership) โดยให้รัฐดูแลเรื่องภาษีและการเงิน ส่วนเอกชนดูแลส่วนปฏิบัติการ

 

*ภาคการขนส่ง

ดร.อรณิชา อนุชิตชาญชัย นักวิจัยชำนาญการ สถาบันการขนส่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยว่าในปี 2568 ประเทศไทยใช้น้ำมันเฉลี่ย 150 ล้านลิตร/วัน โดยภาคการขนส่งใช้พลังงานสูงถึง 40% หรือคิดเป็น 60 ล้านลิตร/วัน ในจำนวนนี้ 80% เป็นการขนส่งทางบกที่พึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก ในขณะที่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังมีสัดส่วนน้อยมาก

เห็นได้ว่าระบบขนส่งของไทยพึ่งพาการใช้พลังงานสูงมาก เมื่อพลังงานโลกเกิดความผันผวนภาคการขนส่งจึงมีความเปราะบางเช่นกัน โดยเฉพาะผลกระทบระยะสั้นที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการที่น้ำมันในปั๊มไม่เพียงพอต่อความต้องการเติมของประชาชน ซึ่งในระยะยาวอาจทำให้ค่าโดยสารรถสาธารณะ รวมถึงต้นทุนการขนส่งในอนาคตปรับตัวสูงขึ้น

ขนส่งไทยไปต่อ: ดร.อรณิชา มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการหามาตรการจูงใจและรองรับการเปลี่ยนผ่านการขนส่งสู่พลังงานสะอาด พร้อมปรับปรุงระบบขนส่งสาธารณะให้เข้าถึงได้สำหรับคนทุกกลุ่มทั่วประเทศ ไม่ใช่แค่รถไฟฟ้า แต่รวมถึงระบบทางเลือกอื่น ๆ ด้วย ในขณะเดียวกันก็รณรงค์ให้ภาคประชาชนช่วยกันลดการเดินทางที่ไม่จำเป็น หรือการใช้มาตรการ Work From Home ในภาคเอกชน เป็นต้น

 

*ภาคสังคมและแรงงานนอกระบบ

ดร.บวร ทรัพย์สิงห์ ผู้อำนวยการศูนย์ Social Innovation สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มเปราะบางที่สุดท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตพลังงานคือกลุ่มแรงงานนอกระบบที่ใช้พลังงานเป็นต้นทุนโดยตรง ทั้งวินมอเตอร์ไซค์ แท็กซี่ ไรเดอร์ และผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ที่ไม่มีสวัสดิการและความคุ้มครอง รวมถึงมีรายได้ที่ไม่แน่นอน

ในปี 2568 ประเทศไทยมีแรงงานนอกระบบอยู่ที่ 20.9 ล้านคน คิดเป็น 52.4% ของจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมด ซึ่งดร.บวร ให้ข้อมูลว่ามีไรเดอร์ส่งอาหาร/พัสดุ 1.1 ล้านคน โชเฟอร์แท็กซี่ 8 แสนคน จักรยานยนต์รับจ้าง 4 แสนคน และผู้ค้าหาบเร่แผงลอย 8 แสนคน เมื่อราคาพลังงานเพิ่มขึ้น แรงงานนอกระบบกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากรายได้สุทธิที่ลดลง ขณะที่ไม่สามารถปรับราคาค่าบริการได้อย่างอิสระ นอกจากราคาพลังงานที่เป็นต้นทุนโดยตรงแล้ว ค่าครองชีพเองก็มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าอาหารที่เมื่อปรับขึ้นแล้วมักจะปรับลงได้ยากมาก

สังคมไทยไปต่อ: ดร.บวร เนะนำรัฐบาลให้จัดลำดับความสำคัญในการช่วยเหลือ โดยเสนอแนะแนวทางต่าง ๆ ทั้งการเปิดพื้นที่ให้เครือข่ายแรงงานนอกระบบรวมถึงภาคส่วนอื่น มีส่วนร่วมในการเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่รถ EV ที่มีโครงสร้างเหมาะสม และมีต้นทุนเข้าถึงได้สำหรับแรงงาน รวมถึงการส่งเสริมการรวมกลุ่มอาชีพ สนับสนุนเงินทุนและพัฒนาทักษะ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

 

*ภาครัฐบาล

นางสาวแทนวรรณ โตโพธิ์กลาง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ กระทรวงพลังงาน เผยว่ารัฐบาลมีการซักซ้อมแผนรับมือวิกฤต (Tabletop Exercise) เป็นประจำทุกปี และในปี 2567 กระทรวงพลังงานได้ทำ Tabletop Exercise ในกรณีช่องแคบฮอร์มุซปิด ทำให้มีแผนรองรับถึง 63 มาตรการ ขณะเดียวกันก็ได้เตรียมทำฉากทัศน์ของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transitioin) ของประเทศไทยในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศในระยะยาว

สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น ทั้งสงคราม หรือการแทรกแซงทางการเมือง ส่งผลให้เกิดการควบคุมตลาดพลังงาน ทำให้ผู้ค้าพลังงานในตลาดโลกมีอำนาจกำหนดราคาขาย ประเทศไทยเป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานสูงถึง 90% การเปลี่ยนผ่านทางพลังงานถึงมีความสำคัญกับประเทศมาก

ประเทศไทยไปต่อ: นางสาวแทนวรรณ เสนอแนะการรับมือในระยะกลาง-ยาว โดยเริ่มจากเร่งพัฒนาระบบไฟฟ้าที่รองรับไฟที่ผันผวนได้ดีขึ้น (Grid Modernization) ปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน (แสงอาทิตย์, ลม, ชีวมวล) เพื่อพึ่งพาตนเองให้มากขึ้น ส่วนในระยะยาวคือการปรับตลาดพลังงาน ทั้งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และไฟฟ้า ให้เป็นตลาดเสรีโดยมีรัฐบาลคอยกำกับ เพื่อความรวดเร็วในการปรับตัว และเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงานในกรณีที่เกิดเหตุวิกฤตอีกครั้ง

เมื่อโลกส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลง ทางออกจึงไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องเร่ง “อุดช่องโหว่”วิกฤตพลังงานครั้งนี้กำลังสะท้อนให้เห็นถึง “โอกาส” ในการยกระดับระบบพลังงานของไทยให้แข็งแรงและยืดหยุ่นมากขึ้น ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ขนส่ง และสังคม ด้วยการกระจายแหล่งพลังงาน เพิ่มความยืดหยุ่น และเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ควบคู่กับการดูแลประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถปรับตัวและเดินหน้าต่อได้อย่างมั่นคง เพราะในโลกที่เปลี่ยนเร็ว การเตรียมพร้อมและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ “ประเทศไทยไปต่ออย่างยั่งยืน”

 

สรุปจากงาน เสวนาวิชาการ “ความมั่นคงทางพลังงานไทยภายใต้วิกฤตการณ์โลก : ถอดรหัสความเสี่ยง สู่แผนรับมือของชาติ” จัดโดยสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 มี.ค. 69)

ข่าวล่าสุด