BAY คาดกรอบบาทสัปดาห์นี้ 32.60-33.40 จับตาแรงกระแทกจากน้ำมัน-ทองคำ

กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) คาดทิศทางเงินบาทสัปดาห์นี้ มีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ 32.60-33.40 บาท/ดอลลาร์ เทียบกับสัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทปิดอ่อนค่าที่ 32.72 บาท/ดอลลาร์ หลังซื้อขายในกรอบ 32.26-32.85 บาท/ดอลลาร์ โดยเงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 5 เดือน

ทั้งนี้ เงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับทุกสกุลเงินสำคัญ หลังจากธนาคารกลางหลักนอกสหรัฐฯ ส่งสัญญาณความวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อมากขึ้น ขณะที่เหตุการณ์โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ตอกย้ำความเสี่ยงต่อภาวะชะงักงันของอุปทานพลังงานที่รุนแรงและยาวนาน ควบคู่ไปกับการปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ

“พัฒนาการดังกล่าว บดบังความสนใจของตลาดที่มีต่อการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งคงดอกเบี้ยไว้ในช่วง 3.50-3.75% ตามคาด โดยประธานเฟดเน้นย้ำว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบของช็อกด้านราคาพลังงานต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ” บทวิเคราะห์ ระบุ

ทางด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ธนาคารกลางอังกฤษ (บีโออี) และธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) คงดอกเบี้ยไว้ที่ 0.75%, 3.75% และ 2.00% ตามลำดับ ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติขายหุ้น และพันธบัตรไทยสุทธิ 3,216 ล้านบาท และ 6,913 ล้านบาท ตามลำดับ

สำหรับภาพรวมของตลาดในสัปดาห์นี้ กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ มองว่า นักลงทุนจะยังคงติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ เป็นสำคัญ

อนึ่ง ประธานเฟดระบุว่า ต้องการเห็นความคืบหน้าในการปรับตัวลงของเงินเฟ้อในปีนี้เป็นเงื่อนไขเพื่อลดดอกเบี้ย ส่งผลให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายของเฟด แม้ค่ากลาง Dot Plot ชุดล่าสุด ยังคงยึดตามแผนเดิมที่จะลดดอกเบี้ยอีกหนึ่งครั้งในปีนี้ และเฟดประเมินว่า ตลาดแรงงานสหรัฐฯ มีความเสี่ยงด้านขาลง ทำให้เฟดต้องชั่งน้ำหนักความเสี่ยงในการดำเนินนโยบายอย่างระมัดระวัง

อย่างไรก็ตาม เรามองว่าหากราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นต่อไป เงินดอลลาร์จะแข็งค่าต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินประเทศกำลังพัฒนาในเอเชีย รวมถึงเงินบาท ซึ่งถูกแรงกระแทกจากทั้งราคาน้ำมัน และทองคำ

ตลาดจะให้ความสนใจกับข้อมูลการค้าเดือนก.พ.ของไทย ทางด้านรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าผลกระทบเชิงลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ อาจมากถึง 0.7% หากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ยืดเยื้อไปถึงช่วงครึ่งหลังของปี 69 ขณะที่การรักษาเสถียรภาพทางการเงินยังคงจำเป็น โดยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ 1.00% ถือว่าอยู่ในระดับผ่อนคลายอย่างเหมาะสมแล้ว

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (23 มี.ค. 69)