
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบในวันพฤหัสบดี (26 มี.ค.) โดยแรงกดดันหลักมาจากความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 และยังไม่มีสัญญาณว่าจะยุติลงได้ในเร็ว ๆ นี้ นอกจากนี้ นักลงทุนไม่มั่นใจว่า แม้จะมีการหยุดยิง การไหลเวียนของพลังงานจะสามารถกลับสู่ระดับก่อนเกิดสงครามได้ทันทีหรือไม่
- ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 580.84 จุด ลดลง 6.65 จุด หรือ -1.13%
- ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,769.31 จุด ลดลง 77.24 จุด หรือ -0.98%
- ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 22,612.97 จุด ลดลง 344.11 จุด หรือ -1.50% และ
- ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 9,972.17 จุด ลดลง 134.67 จุด หรือ -1.33%
ความไม่แน่นอนดังกล่าวทำให้นักลงทุนต้องกลับมาประเมินแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยใหม่ โดยโจอาคิม นาเกล หนึ่งในผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุว่า การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนเมษายนยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือก หลังจากที่คริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB ส่งสัญญาณก่อนหน้านี้ว่า ธนาคารกลางพร้อมดำเนินนโยบายในการประชุมใดก็ได้เพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ที่ระดับเป้าหมาย 2%
ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า สัญญาอัตราดอกเบี้ยสะท้อนความเป็นไปได้ 71% ที่ ECB จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนเมษายน ขณะเดียวกัน ผลตอบแทนพันธบัตรยุโรประยะสั้นที่เพิ่มขึ้นยังเป็นอีกปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้น
นอกจากนี้ ยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูง เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดกั้น ส่งผลให้เกิดความกังวลทั้งด้านเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ในด้านกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้นกลุ่มเหมืองแร่และกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศปรับตัวลงมากที่สุด ขณะที่หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและธนาคาร ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ ปรับตัวลงประมาณ 2%
สำหรับหุ้นรายตัว หุ้น Boliden ร่วงลง 20% หลังบริษัทเตือนว่า กำไรหลักรายไตรมาสจะได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวที่สูงผิดปกติในเหมือง Garpenberg
หุ้นสายการบินถูกกดดันจากราคาน้ำมันที่สูง โดยหุ้น Lufthansa ลดลง 1%
หุ้น LPP พุ่งขึ้น 12.7% หลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 4 สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ขณะที่หุ้น H&M ลดลง 2.2% จากยอดขายที่ต่ำกว่าคาด ส่วนหุ้น Next ปรับตัวขึ้น 4.2% หลังปรับเพิ่มประมาณการกำไรทั้งปี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 มี.ค. 69)





