เปิดโผหุ้น “รอด-ร่วง” รับมือน้ำมันแพง บัวหลวงแนะสอยหุ้นพื้นฐานแกร่ง-ปันผลสูง ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม

นายพิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์ปัจจัยพื้นฐาน ฝ่าย Wealth Research บล.บัวหลวง กล่าวว่า ผลกระทบของสงครามผ่านต้นทุนพลังงานเริ่มชัดเจนขึ้น อาจเพิ่มความเสี่ยงระยะสั้น โดยราคาน้ำมันดิบ Brent เพิ่มขึ้นราว +55% เดือนมี.ค. MTD สู่ระดับราว $106/bbl ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศปรับขึ้นราว +30% MTD แตะระดับประมาณ 39 บาท/ลิตร สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุนที่อาจเริ่มส่งผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริง

นอกจากนี้ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับต้นทุนการผลิตและการขนส่ง เช่น อลูมิเนียม, ข้าวโพด, น้ำตาล และกากถั่วเหลืองต่างปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกัน สะท้อนความเสี่ยง cost-push inflation ที่อาจขยายวงกว้าง และกดดันทั้งอัตรากำไรของภาคธุรกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคในระยะถัดไป

กลุ่มไหนรอด-กระทบหนัก? ช่วงราคาน้ำมันดิบ-ดีเซลขึ้นแรงในสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 65

หากเปรียบเทียบอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT margins) ในช่วงราคาดีเซลยืนสูงเฉลี่ย 34.6 บาท/ลิตร (Brent เฉลี่ย $92.1/bbl) ช่วง ไตรมาส 2/65 – ไตรมาส 1/66 สะท้อนผลกระทบจากสงคราม เทียบกับช่วงก่อนหน้าสงครามที่ราคาดีเซลเฉลี่ยอยู่ที่ 29.7 บาท/ลิตร (Brent เฉลี่ย $84.8/bbl) ช่วง ไตรมาส 2/64 – ไตรมาส 1/65 พบว่า

กลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังเห็นอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBIT margins) ยังขยายตัวได้ ได้แก่ ธุรกิจรายได้เชื่อมโยงราคาพลังงาน (energy-linked earnings) และ/หรือ มีความสามารถในการส่งผ่านต้นทุน (cost pass-through ability) กลุ่มพลังงานต้นน้ำ PTTEP และโรงกลั่น TOP, SPRC, กลุ่มเกษตร/อาหาร CPF, BTG, TFG กลุ่มห้างสรรพสินค้า CPN, กลุ่มโรงพยาบาล BH, BDMS, กลุ่มนิคมฯ WHA AMATA

กลุ่มที่กระทบจำกัด อัตรากำไรทรงตัว มีความสามารถในการส่งผ่าน/บริหารต้นทุน ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกของใช้จำเป็น CPALL กลุ่มสื่อสาร ADVANC กลุ่มธนาคาร KTB KBANK SCB BBL กลุ่มส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยง ITC

กลุ่มที่โดนกระทบแรง อัตรากำไรหดตัว ได้แก่ กลุ่มต้นทุนพลังงานสูง (energy cost-exposed) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง SCC กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก SPP BGRIM GPSC รวมถึงกลุ่มอ่อนไหวต่อกำลังซื้อในประเทศ (domestic demand-sensitive) อย่างกลุ่มค้าปลีกของฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง DOHOME

Selective plays: เน้นหุ้นที่ยังซื้อขายต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม (pre-war level) สัดส่วนต้นทุนพลังงานต่ำ/ส่งผ่านต้นทุนได้ (pricing power) มี catalyst การฟื้นตัวหลังสงคราม โดยสามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่

1) Discount from pre-war level (ลงแรงเกินพื้นฐาน): หุ้นที่ราคาปรับตัวลงแรงกว่าปัจจัยพื้นฐาน แต่มี exposure ต่อพลังงานต่ำ และได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของ demand หลังสงคราม เช่น

BH ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 23%, ราคาหุ้นสะท้อนการหายไปของรายได้ตะวันออกกลางไปแล้ว, proxy ของ medical tourism เมื่อ sentiment คลี่คลาย,

MINT ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 17.3%, กระทบน้อยสุดในกลุ่มโรงแรม, ฐานรายได้ยุโรปที่แข็งแรง (ลูกค้าภายในยุโรปมากกว่า 70%), ล็อกต้นทุนพลังงานไว้แล้วมากกว่า 70%, RevPar ไตรมาส 1/69 ยังเติบโต (ยุโรป +8%, ไทย +15%, Maldives +8%),

ITC ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 10.7%, กำไร ไตรมาส 1/69 ดีกว่าคาดเดิม, ยอดขายเติบโต 12-15% YoY และอัตรากำไรขั้นต้นสูงขึ้น YoY จากสัดส่วนสินค้า premium สูงขึ้นในไตรมาส 1 และความต้องการสินค้ายังแข็งแกร่งต่อใน ไตรมาส 2/69 หนุนการปรับราคาขายขึ้น, สต๊อกวัตถุดิบมีถึงประมาณเดือนพ.ค.,

GULF ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 6%, คาดเห็นความชัดเจนแผน PDP ใหม่ หลังได้รัฐบาลเต็มรูปแบบเดือนเม.ย.

2) Dividend-supported recovery (มีเงินปันผลรองรับระยะสั้น): หุ้นที่มี dividend yield ระยะสั้น (1–2 เดือน) ช่วยจำกัด downside พร้อมพื้นฐานไม่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานมาก เช่น

BBL ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 5.6%, อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 4.8%, XD วันที่ 22 เม.ย.,

WHA ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 5.5%, อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 3.5%, XD วันที่ 11 พ.ค.,

KBANK ราคาต่ำกว่าก่อนสงคราม 5.0%, อัตราผลตอบแทนเงินปันผล 6.3%, XD วันที่ 21 เม.ย.

ทั้งนี้ถ้าสงครามคลี่คลายใน 6 สัปดาห์ จบภายในกลางเดือนเม.ย. ยังคง SET target ปลายปีที่ 1,560 (base case) แต่ถ้าเกินกว่านั้น มีความเสี่ยง downside ลงไป 1,340 (worse case)

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 มี.ค. 69)

ข่าวล่าสุด