โจทย์พลังงานไทย ไปทางไหนต่อ? TDRI ชี้น้ำมันพุ่ง 6 บ.แค่บันไดขั้นแรก ห่วง “ดับเบิลช็อก” ค่าไฟขึ้นซ้ำเติมค่าครองชีพ

นักวิชาการพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้วิกฤตน้ำมันหนักกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา การปรับ 6-8 บาทเป็นแค่การขึ้นบันไดขั้นแรก ซัดกองทุนน้ำมันเปราะบาง เพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือประชานิยมในช่วงที่ไม่ใช่วิกฤต จี้รัฐระบุพิกัดน้ำมันสำรอง 100 วันให้ชัดคลายกังวลสังคม แนะทบทวนราคาหน้าโรงกลั่น เลิกอิงตลาดสิงคโปร์จะทำให้ราคาถูกลง-ปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันไปในตัว เสนอตรึงราคาค่าไฟชั่วคราว ไม่ให้ประชาชนเกิด “ดับเบิลช็อก” ซ้ำเติมค่าครองชีพพุ่ง

น.ส.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวถึงการบริหารจัดการในสถานการณ์วิกฤตพลังงาน หลังจากปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซล และกลุ่มเบนซิน ว่า การปรับราคาครั้งเดียวในอัตรา 6-8 บาท เป็นการบริหารจัดการที่ไม่ค่อยถูกต้อง แม้ว่าจะเห็นด้วยกับการปล่อยให้ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาด แต่จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เช่น ทยอยปรับขึ้นราคาตั้งแต่เกิดปัญหาราคาน้ำมัน แต่ภาครัฐกลับมีการตรึงราคาตั้งแต่แรก ทำให้เป็นภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลง เมื่อถึงวันที่ไม่สามารถต้านทานได้แล้ว จึงต้องปล่อยให้มีการปรับทีเดียว 6-8 บาท

ซึ่งกรณีเช่นนี้ ไม่ได้เป็นมาตรฐานที่นานาประเทศทำกัน หรือหากจะมีการปรับขึ้นในอัตราที่สูงเช่นนี้ ก็จะมีการประกาศแจ้งล่วงหน้า เพื่อที่จะให้ประชาชน และผู้ประกอบการได้มีการเตรียมตัวจัดการต้นทุน เพื่อที่จะได้ไม่ให้กระทบกับการดำเนินชีวิตของประชาชนมากจนเกินไป

“ภาครัฐบอกว่าให้เป็นไปกลไกตลาด คำว่ากลไกตลาดของภาครัฐ ก็อยากจะทราบเหมือนกันว่าหมายถึงราคาที่แท้จริง ที่ไม่มีกองทุนน้ำมันเข้าไปสนับสนุนหรือไม่ หรือยังมีกองทุนฯ เข้ามาสนับสนุนบางส่วน ซึ่งถ้าเป็นไปตามกลไกตลาดที่ไม่มีกองทุนฯ เลย ก็แปลว่า 6 บาท 8 บาทที่เห็นกันอาจจะเป็นเพียงบันไดขั้นแรกเท่านั้น และจะมีการขึ้นบันไดในขั้นต่อ ๆ ไปอีก หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย แต่ถ้ายังใช้กองทุนฯ เข้ามาช่วยเหลืออยู่ ก็อาจจะมีเพดานที่ภาครัฐต้องเข้ามาดูแลไม่ให้กระทบกับประชาชนมากไปนัก” น.ส.อารีพร ระบุ

น.ส.อารีพร กล่าวถึงสถานะกองทุนน้ำมันของไทยว่า มีความเปราะบาง ไม่มั่นคงมาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากว่าที่ผ่านมา ไทยใช้กองทุนน้ำมันผิดวัตถุประสงค์มาเป็นเวลานาน ทั้งที่กฎหมายกำหนดไว้ชัดว่ากองทุนน้ำมันจะใช้ต้องเมื่อเกิดวิกฤตเท่านั้น แต่ที่ผ่านมา เราใช้กองทุนน้ำมันไปกับการเป็นเครื่องมือประชานิยมด้วยการตรึงราคาน้ำดีเซลในช่วงที่ไม่ได้เกิดวิกฤตเป็นเวลานาน จนเกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีรถหรูหลายยี่ห้อที่เปลี่ยนไปใช้น้ำมันดีเซลแทน สุดท้ายกองทุนน้ำมันก็ติดลบ จึงเป็นที่น่าเสียดายเพราะเมื่อเวลาเกิดวิกฤตจริง ๆ เช่นนี้เราควรมีเงินกองทุนน้ำมันมากกว่านี้

 

  • แนะปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

น.ส.อารีพร กล่าวถึงโครงสร้างราคาน้ำมันด้วยว่า ต้นทุนโรงกลั่นเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ภาครัฐควบคุมไม่ได้ เพราะเป็นไปตามราคากลไกของตลาดโลก แต่สิ่งที่ภาครัฐยังควบคุมได้ คือ ภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าการตลาด (ค้าส่ง-ค้าปลีก) เงินส่งเข้ากองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งจะเห็นได้ว่าในโครงสร้างราคาน้ำมัน มีภาษี และเงินกองทุนที่ทับซ้อนกันอยู่มาก

ดังนั้นหากมีการบริหารจัดการที่ดี จะช่วยลดราคาน้ำมันได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิต ที่ ครม.กำลังดำเนินการอยู่กับน้ำมันดีเซล ทั้งนี้ เห็นว่าหากปรับลดภาษีสรรพสามิตกับน้ำมันชนิดอื่น ๆ และไม่กระทบกับภาระของประเทศมากจนเกินไป ก็จะช่วยลดภาระของประชาชนได้มากขึ้น

“ภาครัฐควรเข้าไปดูราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นว่าสามารถปรับได้หรือไม่ เพราะราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นของไทย มีการอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์ ซึ่งไม่ใช่ต้นทุนที่แท้จริงของไทย มีการบวกต้นทุนอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัยการเดินทาง ซึ่งหากสามารถใช้ราคาต้นทุนที่แท้จริงหน้าโรงกลั่นได้ ก็จะทำให้ไทยมีราคาน้ำมันที่ถูกลงได้ และยังเป็นการปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย” น.ส.อารีพร ระบุ

 

*”ปริมาณ” น่าห่วงกว่า “ราคา” สถานการณ์ยืดเยื้อทำน้ำมันขาดแคลน

น.ส.อารีพร ยังประเมินฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้นในกรณีเลวร้ายที่สุดของสถานการณ์พลังงาน โดยระบุว่า ความน่ากลัวของวิกฤตน้ำมัน เป็นเรื่องปริมาณมากกว่าราคา เพราะหลายประเทศทั่วโลกต่างประสบปัญหาเดียวกัน ดังนั้นในการที่จะได้มาซึ่งแหล่งน้ำมันใหม่ จะต้องแย่งชิงกับนานาประเทศในราคาที่สูง ในอนาคตหากสงครามยืดเยื้อ ที่ร้ายแรงที่สุดคือการขาดแคลนน้ำมัน ถึงแม้ภาครัฐจะบอกว่าไทยมีปริมาณน้ำมันสำรอง 30 วันอยู่ในประเทศ และอีก 60 วันอยู่ระหว่างการขนส่ง หากเป็นเช่นนั้นจริง เท่ากับไทยมีเวลาหายใจ 100 วัน แต่หากสงครามกินระยะเวลาที่นานกว่านั้น นั่นหมายความว่าล็อตถัดไปมีความไม่แน่นอนแล้วว่าเราจะมีน้ำมันใช้ในประเทศหรือไม่

“ถ้าถามว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้ แตกต่างจากที่ผ่าน ๆ มาอย่างไร รอบนี้ดูจะเป็นรอบที่กระทบกับประชาชนมากที่สุด เพราะตอนที่เกิดวิกฤต รัสเซีย ยูเครน ราคาLNG ที่พุ่งสูงขึ้น ไม่มีปัจจัยในเรื่องของความกังวลว่าน้ำมันจะขาดแคลน ดังนั้นรัฐบาลควรทำให้ประชาชนคลายความกังวลในเรื่องนี้ โดยแสดงให้เห็นคือความโปร่งใสของข้อมูลว่าตอนนี้ปริมาณน้ำมันสำรองที่บอกว่ามีอยู่ 100 วัน อยู่ที่ไหน ถ้าบอกว่ามีสำรอง 100 วัน แต่ไม่ได้บอกว่าอยู่ที่ไหน จะทำให้ประชาชนไม่มั่นใจว่าเรามีปริมาณน้ำมันตามที่รัฐยืนยันจริงหรือไม่ นี่คือมาตรการระยะสั้นที่ภาครัฐต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจ” น.ส.อารีพร ระบุ

 

*สร้างความมั่นคงพลังงาน เปลี่ยนผ่านสู่ไฟสะอาด เปิดเอกชนร่วมผลิต สู้ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

น.ส.อารีพร ยังระบุด้วยว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดบ่อยขึ้น และมีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ความมั่นคงทางพลังงานเป็นสิ่งสำคัญ ไทยจำเป็นต้องมีความมั่นคงทางพลังงานที่มากกว่านี้ ไม่ใช่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นไทยกลายเป็นประเทศแรก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง จึงเสนอว่ามาตรการระยะยาว ภาครัฐควรพิจารณาเรื่องการทำยุทธศาสตร์น้ำมันสำรอง ให้มีน้ำมันสำรองใช้ในประเทศในราคาที่เป็นธรรมในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น เหมือนกับประเทศญี่ปุ่น ที่ทำยุทธศาสตร์น้ำมันสำรองยาวนานถึง 200 วัน

เช่นเดียวกับไฟฟ้าที่ไทย ควรจริงจังกับการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน ไปใช้พลังงานจากทรัพยากรที่เรามีอยู่ให้เต็มศักยภาพ เช่น พลังแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวลต่าง ๆ ที่จะมาทดแทนการใช้ LNG ในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ ซึ่งวิธีการที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เร็ว ภาครัฐต้องเปิดตลาดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเหล่านี้ ซึ่งภาคเอกชนจะเข้ามาช่วยในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การลงทุนเทคโนโลยีพลังงานสะอาดให้เกิดเสถียรภาพ และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยระยะยาว

“ภาครัฐ และประชาชน เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานมากขึ้น แต่ก็กลัวว่าพอวิกฤตหายคนไทยก็จะลืม เหมือนอย่างที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะว่าเรายังไม่เคยเจอวิกฤตที่แท้จริงเหมือนอย่างตอนนี้ เพราะที่ผ่านมามีการตรึงราคา มีการยืดการชำระหนี้อะไรต่าง ๆ แต่คราวนี้สถานการณ์เกินกว่าที่จะอุ้มไหว ดังนั้น วิกฤตครั้งนี้ อยากจะให้มองเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่จะเห็นปัญหาตรงกันของความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ในการที่จะเข้ามาเร่งปฏิรูปนโยบายพลังงานอย่างจริงจัง” น.ส.อารีพร ระบุ

 

*ห่วง “ดับเบิลช็อก” ค่าไฟจ่อขึ้นอีก ตอกย้ำปัญหาค่าครองชีพ แนะตรึงราคาช่วงวิกฤตชั่วคราว

น.ส.อารีพร มีข้อเสนอต่อรัฐบาลถึงราคาค่าไฟที่มีแนวโน้มจะสูงขึ้นในงวดใหม่เดือนพฤษภาคม-สิงหาคมนี้ด้วยว่า หากเกิดการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าอีก จะยิ่งกระทบต่อประชาชนมากจนเกินไป เกิดเป็น “ดับเบิลช็อก” กับปัญหาค่าครองชีพที่ประชาชนต้องแบกรับทั้งน้ำมันและค่าไฟ จึงเห็นว่ารัฐบาลควรตรึงราคาค่าไฟชั่วคราว ในช่วงวิกฤตพลังงาน 2-3 เดือนนี้เท่านั้น ซึ่งราคาค่าไฟฟ้ายังมีเครื่องมืออื่น ๆ ที่จะเข้ามาช่วยได้มากกว่าน้ำมัน เช่น ค่า Claw Back 9,400 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้าหากมีการคืนหนี้ทุกอย่าง จะอยู่ที่ประมาณ 4.59 บาทต่อหน่วย แต่ถ้าใช้ค่า Claw Back แล้วก็ค่อย ๆ ทยอยจ่ายหนี้ค่าไฟจะอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นราคาต่ำสุดที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เสนอ แต่หากมีการยืดการชำระหนี้ออกไปอีกแล้วก็ใช้ค่า Claw Back ราคาก็น่าจะอยู่ได้ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย

“มีการถามกันมากว่า การที่ไม่มีครม.ชุดใหม่เสียที มีผลต่อการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานในขณะนี้หรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่าในยามที่เกิดวิกฤต นโยบายที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้ก็ควรดำเนินการ ไม่อยากให้ภาครัฐมองว่าเป็นรัฐบาลรักษาการ ทำอะไรมากไม่ได้ เพราะถ้าไม่ทำประชาชนอยู่ไม่ได้ ดังนั้นแล้ว ณ ตอนนี้ที่ยังอยู่ในตำแหน่งอย่างไรก็มีอำนาจ มีช่องทางให้ดำเนินการอยู่ อย่างที่กระทรวงการคลัง หรือกระทรวงคมนาคม ขอดำเนินการต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพราะนี่เป็นเรื่องของวิกฤต” น.ส.อารีพร ระบุ

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 มี.ค. 69)