
ภาพสะท้อนความกระจุกตัวของเม็ดเงินลงทุนที่ไหลไปยังแต่ละตลาดหุ้นสำคัญทั่วโลก ผ่านกองทุน ETF (Exchange-Traded Fund) แบบลงทุนประเทศเดียว (single-country ETF) โดยมากจะมีการถือหุ้นกระจุกอยู่ในหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ตัว
จากสัดส่วนความกระจุกตัวที่ว่าค่อนข้างสูง โดยหลายประเทศอยู่ในช่วงประมาณ 60-80% หมายความว่าเม็ดเงินกองทุน ETF ของประเทศเหล่านี้ถูกขับเคลื่อนโดยบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งเป็นหลัก
ขอเริ่มจากฝั่งที่กระจุกตัวต่ำที่สุด คือ ญี่ปุ่นและยูโรโซน อยู่ที่ประมาณ 30% ถือว่ากระจายตัวดีเมื่อเทียบกับประเทศอื่น
ขณะที่สหรัฐอยู่แถวๆ 35-40% แม้จะมีบริษัทขนาดใหญ่มาก แต่โครงสร้างตลาดยังค่อนข้างกระจายตัวกว่าหลายประเทศ
กลุ่มที่อยู่ระดับกลาง เช่น แคนาดา จีน และไต้หวัน จะมีความกระจุกตัวประมาณ 40-50% ส่วนประเทศอย่างสหราชอาณาจักร เวียดนาม และสวีเดน ขยับขึ้นไปที่ราว 50-55%
เมื่อเข้าสู่กลุ่มที่กระจุกตัวสูงมาก จะเห็นหลายประเทศอยู่ในช่วง 60-70% เช่น ตลาดหุ้นไทย (60%) เยอรมนี อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เม็กซิโก และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งหมายความว่าหุ้นไม่กี่ตัวมีอิทธิพลต่อทั้งตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
ประเทศที่มีความกระจุกตัวสูงเป็นพิเศษ ตั้งแต่ 70% ขึ้นไป ได้แก่ นอร์เวย์ ออสเตรเลีย เดนมาร์ก สวิตเซอร์แลนด์ ชิลี และโปแลนด์
ประเทศเหล่านี้ โดยส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง 70-75% และในระดับที่สูงที่สุด คือ กลุ่มประเทศขนาดเล็ก หรือมีตลาดหุ้นจำกัด เช่น สิงคโปร์ ไอร์แลนด์ ออสเตรีย และสเปน ซึ่งขึ้นไปใกล้ระดับ 80% หรือมากกว่านั้น
หากมองในมุมความหมายเชิงการลงทุน คือ ยิ่งมีความกระจุกตัวสูง ความเสี่ยงก็ยิ่งมากขึ้น ผูกกับหุ้นตัวใหญ่ไม่กี่ตัว เช่น หากหุ้น flagship หรือ proxy ของประเทศนั้นปรับตัวลง ตลาดทั้งประเทศก็มีโอกาสลงแรงตาม
ในทางกลับกัน หากหุ้นตัวใหญ่เหล่านั้นปรับขึ้น ก็จะดันทั้งมาร์เก็ตแคปหุ้นตัวนั้นและตลาดให้พุ่งได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น แม้ ETF จะถูกมองว่าเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยง แต่ในกรณีของ single-country ETF จริง ๆ แล้วความเสี่ยงอาจไม่ได้กระจายอย่างที่คิด โดยเฉพาะในประเทศที่มี concentration สูงกว่า 60-70% นักลงทุนจึงควรพิจารณาโครงสร้างตลาดของประเทศนั้นควบคู่ไปกับการตัดสินใจลงทุน ไม่ใช่ดูแค่ชื่อประเทศหรือธีมเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว
สำหรับตัวอย่างของดัชนีที่มีการถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market-Cap Weighted) หุ้นใหญ่ไม่กี่ตัวสามารถมีน้ำหนักรวมสูงสามารถคุมตลาดหุ้นนั้นๆได้ อาทิ
ตลาดหุ้นสหรัฐ (Concentration 35-40%) จะมีหุ้น Apple 7%, Microsoft 7%, NVIDIA 6-7%, Amazon 3-4%, Alphabet (รวม A+C) 3%, Meta 2% หุ้นในกลุ่ม Top 6 รวมกัน คิดเป็น 25-30% ส่วนหุ้นในกลุ่ม Top 25 คิดเป็น 68% ของ S&P500 โดยหุ้นที่ครองตลาด คือ หุ้นกลุ่ม tech
ตลาดหุ้นไต้หวัน (50-60%) จะมี หุ้น TSMC 50-55%, MediaTek 5-7%, Hon Hai (Foxconn) 3-4% ซึ่งตลาดหุ้นของที่นี่ one stock market จะมีความชัดเจนมาก
ตลาดหุ้นเกาหลี (50-60%) จะมี Samsung Electronics 20-25%, SK Hynix 8-10%, Samsung Biologics 3-4% สำหรับเกาหลี หุ้น Semiconductor กับ Samsung ครองประเทศ
ตลาดหุ้นจีน (45-55%) จะกระจุกตัวใน platform tech กับ หุ้นรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ หรือถือหุ้นใหญ่ (SOE) อาทิ Tencent 12-15%, Alibaba ~8-10%, Meituan 5-7%, ICBC PetroChina 3-5% สำหรับจีน โครงสร้างจะเป็นหุ้น Tech หุ้นที่ถือโดยรัฐบาล
ตลาดหุ้นอินเดีย (35-45%) จะมีหุ้น Reliance 10-12%, HDFC Bank 8-10%, ICICI Bank 6-7%, Infosys 4-5%
ตลาดหุ้นไทย (55-60%) จะมีหุ้น DELTA 15-20%, PTT 10-12%, AOT 8-10%, CPALL 6-8%, ADVANC 5-6% โดยหุ้น TOP 5 รวมน้ำหนัก 45-55%
ตลาดหุ้นซาอุ (60-70%) จะมีหุ้น Saudi Aramco 30-35%, SABIC 5-7%, SNB (ธนาคาร) 4-6% ประเทศนี้ หุ้นน้ำมันตัวเดียวครองทั้งตลาด
ตลาดหุ้นเนเธอร์แลนด์ (60-70%) จะมีหุ้น ASML 25-30%, Shell 15-20%, Prosus 5-7% หุ้น Semiconductor กับพลังงานคุมตลาด
ตลาดหุ้นสวิตเซอร์แลนด์ (70%+) จะมีหุ้น Nestle 18-20%, Roche 15-18%, Novartis ~12-15% หุ้น 3 ตัวรวม กินสัดส่วน 45-50%
ตลาดหุ้นเดนมาร์ก (70-75%) จะมีหุ้น Novo Nordisk 50-60% อันนี้หนักสุด หุ้นตัวเดียว dominate ทั้งประเทศ
ตลาดหุ้นนอร์เวย์ (70%) จะมี Equinor 25-30%, DNB Bank 10-12% โดยมีหุ้นพลังงานกับหุ้นแบงก์เป็นตัวขับเคลื่อน
ตลาดหุ้นสิงคโปร์ (75-80%) จะมี หุ้น DBS 20-25%, OCBC 15-18%, UOB 12-15% สัดส่วน 3 ธนาคาร คุมตลาดเกิน 50%
ตลาดหุ้น UAE (65-75%) จะมี ADNOC entities 25-35%, First Abu Dhabi Bank 10-15%
ตลาดหุ้นฮ่องกง (65-75%) จะมีหุ้น AIA 20-25%, HKEX 10-12%, CK Hutchison-Sun Hung Kai 5-8%
ตลาดหุ้นมาเลเซีย (70%+) จะมีหุ้น Maybank 15-20%, Public Bank 10-12%,Tenaga 8-10%
ตลาดหุ้นบราซิล (60-70%) จะมีหุ้น Petrobras 15-20%, Vale 15-20%, Itau 10-12% หุ้น Commodity จะคุมตลาด
ตลาดหุ้นออสเตรเลีย (70%) จะมีหุ้น BHP 10-12%, Commonwealth Bank 10-12%,CSL 8-10%

สุดท้ายตลาดหุ้นญี่ปุ่น (30%) จะกระจุกต่ำ จะมีหุ้น Toyota 4-5%, Sony 2-3%, Mitsubishi UFJ 2-3% ซึ่งถือว่าเป็นตลาดหุ้นที่กระจายตัวดีที่สุดในโลก
จากแนวโน้มและทิศทางดังกล่าว จะมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะหุ้นยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เงิน Passive Money เงิน ETF ก็จะไหลเข้าไปเรื่อยๆ หุ้นยิ่งขึ้น เงิน Passive ก็ไหลเข้ามาขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลขของเงิน Passive ก็มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกลไกตลาด
ธิติ ภัทรยลรดี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 เม.ย. 69)





