
คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นอนุมัติการปรับเปลี่ยนนโยบายข้าวในวันนี้ (3 เม.ย.) โดยหันมาใช้กลยุทธ์การผลิตตามความต้องการตลาด พร้อมประกาศมาตรการใหม่เพื่อป้องกันการขาดแคลน หลังราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
รัฐบาลของซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น มีแผนยื่นร่างกฎหมายต่อสภาในวันเดียวกัน เพื่อแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการรักษาเสถียรภาพด้านอุปทาน ความต้องการ และราคาของอาหารหลัก ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางจากนโยบายของชิเงรุ อิชิบะ อดีตนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ที่มุ่งเพิ่มการผลิตและส่งออกเพื่อควบคุมราคา
การปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพของราคา ด้วยการป้องกันการผลิตข้าวล้นตลาด และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจผลิตข้าวตามสภาพความต้องการของตลาด
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากรัฐบาลไม่สามารถประเมินสภาพการกระจายข้าวและแนวโน้มอุปสงค์-อุปทานได้อย่างแม่นยำ การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จะกำหนดให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร ต้องรายงานปริมาณสต็อกข้าวอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ เพื่อสนับสนุนปริมาณสำรองข้าวของรัฐบาลที่สามารถปล่อยออกมาได้อย่างรวดเร็วในกรณีขาดแคลน บริษัทเอกชนที่มีขนาดใหญ่จะถูกกำหนดให้ต้องเก็บสต็อกข้าวสำรองด้วย
สถานการณ์นี้ถูกเรียกว่า “วิกฤติข้าวสมัยเรวะ” ซึ่งอ้างอิงถึงยุคราชวงศ์ญี่ปุ่นปัจจุบัน โดยข้อมูลของรัฐบาลระบุว่า ราคาขายปลีกเฉลี่ยของถุงข้าวขนาด 5 กิโลกรัม ปรับตัวลงในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ต่ำกว่า 4,000 เยน (ประมาณ 25 ดอลลาร์)
ในกรณีเกิดการขาดแคลน รัฐบาลจะออกคำเตือนหรือเปิดเผยรายชื่อธุรกิจที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งปล่อยข้าว เพื่อสร้างแรงกดดันให้มีการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ รัฐบาลอ้างว่า ปัจจัยที่ทำให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ อุณหภูมิที่สูงส่งผลกระทบต่ออุปทาน และความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 เม.ย. 69)





