
เมื่อเวลา 10.04 น.
- BCP ลบ 3.23% ลดลง 1.25 บาท มาที่ 37.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 48.97 ล้านบาท
- SPRC ลบ 2.92% ลดลง 0.20 บาท มาที่ 6.65 บาท มูลค่าการซื้อขาย 46.74 ล้านบาท
- TOP ลบ 2.72% ลดลง 1.25 บาท มาที่ 44.75 บาท มูลค่าการซื้อขาย 259.66 ล้านบาท
บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ปลัดกระทรวงพลังงานสั่งการให้โรงกลั่นเปิดเผยต้นทุนการผลิตที่แท้จริงของเดือนมี.ค. การดำเนินการนี้มีเป้าหมายเพื่อนำข้อมูลมาหาข้อสรุปในที่ประชุมคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ในวันที่ 3 เม.ย.นี้
เรามองว่า หากมีการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน อาจมีผลให้ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นฯ อิงกับต้นทุนอื่นๆลดลง และต่ำกว่าเกณฑ์ที่ใช้คำนวณในปัจจุบัน จีงเป็นข่าวลบต่อหุ้นโรงกลั่นน้ำมันมากกว่าที่จะเป็นข่าวบวก
ด้าน บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า รมว.พลังงานให้สัมภาษณ์ว่ารัฐบาลมีอำนาจในการกำหนดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นภายใต้พระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวการณ์ขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งให้อำนาจกว้างๆ ในการควบคุมกลุ่มน้ำมัน ซึ่งรวมถึงการผลิต, จัดจำหน่าย, นำเข้า-ส่งออก และจัดสรรปันส่วน ซึ่งอำนาจดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อใช้ใน “สถานการณ์ฉุกเฉิน” อย่างเช่น น้ำมันขาดแคลน, ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงมาก หรือในภาวะแวดล้อมที่ส่งผลกระทบกับความมั่นคงของชาติ
เรามองลบกับกลุ่มโรงกลั่น หากรัฐบาลมีการแทรกแซงกำหนดเพดานราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นจริง เนื่องจากมีแนวโน้มจะกดดันค่าการกลั่นให้ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับสูงมากจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดย spread ของน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นถึง 172% MoM เป็น 58.4 เหรียญสหรัฐ/bbl ในเดือน มี.ค. (จาก 21.5 เหรียญสหรัฐ/bbl)
อย่างไรก็ตาม นโยบายที่เสนอให้มีการกำหนดเพดานราคาหรือราคาขั้นต่ำ (ceiling/floor) ของค่าการกลั่นในช่วงที่เกิดวิกฤติยังมีความไม่แน่นอนทั้งในเชิงโครงสร้างและระยะเวลา ดังนั้น แนะนำให้ติดตามความชัดเจนของนโยบายดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และอาจหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้นกลุ่มโรงกลั่นในระยะสั้น ได้แก่ SPRC TOP และ BCP
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 เม.ย. 69)





