
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ลงนามคำประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี (2 เม.ย.) เพื่อเพิ่มความเข้มงวดของมาตรการภาษีนำเข้าเหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดง โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงของชาติ
คำประกาศดังกล่าวกำหนดเกณฑ์ใหม่ในการคำนวณภาษีโลหะตามมาตรา 232 โดยอ้างอิงจากมูลค่าเต็มของสินค้านำเข้า ส่งผลให้สินค้าที่ทำจากอะลูมิเนียม เหล็ก หรือทองแดงเกือบทั้งหมด เช่น เหล็กม้วนและแผ่นอะลูมิเนียม จะต้องเผชิญกับอัตราภาษีคงที่ที่ 50% ของมูลค่ารวม
ขณะที่สินค้าที่มีโลหะเหล่านี้เป็นส่วนประกอบหลักจะถูกเก็บภาษีในอัตรา 25% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์ ส่วนอุปกรณ์อุตสาหกรรมที่ใช้โลหะหนักและอุปกรณ์โครงข่ายไฟฟ้า จะเสียภาษี 15% จนถึงปี 2570 เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของอุตสาหกรรมในประเทศ
สำหรับสินค้าที่ผลิตในต่างประเทศแต่ใช้เหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดงจากสหรัฐฯ จะได้รับสิทธิเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าคือ 10% ในขณะที่สินค้าที่มีส่วนประกอบของโลหะเหล่านี้ไม่เกิน 15% จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีตามมาตรา 232 อีกต่อไป
ทั้งนี้ ทรัมป์เริ่มบังคับใช้ภาษีตามมาตรา 232 กับเหล็กและอะลูมิเนียมเป็นครั้งแรกในสมัยแรกของการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ต่อมาในเดือนก.พ. 2568 เขาได้ออกประกาศยกเลิกข้อยกเว้นสำหรับสินค้าบางรายการและประเทศบางประเทศ และในเดือนมิ.ย. 2568 ได้ปรับเพิ่มอัตราภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมขึ้นเป็น 50% ก่อนจะเพิ่มทองแดงเข้าในโครงการเก็บภาษีในอัตราเดียวกันเมื่อเดือนก.ค. 2568 ที่ผ่านมา
ผลจากนโยบายนี้ทำให้ในปี 2568 สหรัฐฯ กลายเป็นประเทศผู้ผลิตเหล็กลำดับสามของโลก แซงหน้าคู่แข่งหลายประเทศ
โรงงานเหล็กใหม่ ๆ กำลังถูกสร้างขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี โดยมีการเปิดโรงงานในเวสต์เวอร์จิเนีย อาร์คันซอ และเซาท์แคโรไลนา และคาดว่ากำลังการผลิตเหล็กดิบใหม่กว่า 4 ล้านตันจะเริ่มใช้งานได้ในสองปีข้างหน้า
ด้านอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมนั้น Century Aluminum และ Emirates Global Aluminum ประกาศร่วมทุนสร้างโรงถลุงอะลูมิเนียมใหม่แห่งแรกในสหรัฐฯ ในรอบหลายสิบปีที่รัฐโอคลาโฮมา
บริษัทอื่น ๆ เช่น Highland Copper, Ivanhoe Electric, Rio Tinto และ Wieland ก็กำลังทำการขยายเหมืองแร่ทองแดง โรงถลุง และโรงงานแปรรูปในสหรัฐฯ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (03 เม.ย. 69)





