มองมุมต่าง: “น้ำมันแพง”ดันยอดรถ EV งาน Motor Show พุ่ง 1.3 แสนคัน เปลี่ยนโครงสร้างตลาดรถไทยทั้งระบบ

งาน Motor Show 2026 ครั้งที่ 47 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 มีนาคม ถึง 5 เมษายน รวมระยะเวลา 14 วัน กลายเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญของตลาดรถยนต์ไทย ด้วยยอดจองรวมสูงถึง 132,951 คัน เมื่อเทียบกับปี 2025 ที่ทำได้ 77,379 คัน เท่ากับว่ามียอดเพิ่มขึ้นถึง 55,572 คัน หรือเติบโตถึง +71.8%

ตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนว่าตลาดกำลังกลับมาคึกคัก และมีแรงขับเคลื่อนใหม่เข้ามาอย่างจริงจัง โดยแรงกระตุ้นสำคัญ ที่อยู่เบื้องหลัง และเป็นหนึ่งในตัวแปรหลักก็คือ ราคาน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับสูงและมีความผันผวนต่อเนื่อง

เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้น ต้นทุนการใช้รถแบบเดิม (รถเครื่องยนต์สันดาป) จะเพิ่มขึ้นทันทีและเห็นผลชัดในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าเติมน้ำมันต่อครั้ง ค่าใช้จ่ายต่อเดือน และต้นทุนระยะยาวของการเดินทาง คนที่ขับรถเป็นประจำจะรู้สึกถึง ภาระที่เพิ่มขึ้นจริง

นี่จึงกลายเป็นแรงกดดันให้ผู้บริโภคเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ตรงนี้เองที่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เข้ามาเป็นคำตอบเพราะต้นทุนพลังงานต่อกิโลเมตรต่ำกว่ามาก การชาร์จไฟมีค่าใช้จ่ายถูกกว่าน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้บริโภคเริ่มคำนวณใหม่ว่า แม้ราคารถอาจสูงกว่าเล็กน้อย แต่ถ้าใช้งานไป 3–5 ปี ค่าใช้จ่ายรวมอาจคุ้มกว่า นี่คือการเปลี่ยนจากการมองราคารถตอนซื้อไปสู่การมองต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน

ดังนั้น การที่ยอดจองเพิ่มขึ้นถึง 132,951 คัน ไม่ได้แปลว่าคนอยากซื้อรถมากขึ้นเฉย ๆ แต่แปลว่าคนอยากลดค่าใช้จ่ายระยะยาว และกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกพลังงานสำหรับการเดินทาง ยิ่งในช่วงที่ราคาน้ำมันมีความไม่แน่นอน ผู้บริโภคจะยิ่งมองหาอะไรที่ควบคุมต้นทุนได้มากกว่า เช่น การชาร์จไฟที่บ้านหรือสถานีชาร์จ

เมื่อดูในรายละเอียด จะพบว่าผู้นำตลาดเปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ โดย BYD ขึ้นเป็นอันดับ 1 ด้วยยอด 17,354 คัน แซงหน้าค่ายญี่ปุ่นอย่าง Toyota ที่ทำได้ 15,750 คัน

ขณะที่อันดับ 3 คือ Omoda & Jaecoo ที่มียอด 15,088 คัน ซึ่งทั้งสามอันดับแรกนี้สะท้อนภาพชัดว่ารถจากจีน โดยเฉพาะกลุ่มรถพลังงานไฟฟ้า กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

อันดับถัดมามีการแข่งขันที่เข้มข้นไม่แพ้กัน โดย MG ทำยอดได้ 10,537 คัน, Changan (Deepal Nevo) อยู่ที่ 8,573 คัน, Geely 7,811 คัน, Chery 7,509 คัน, GWM 6,819 คัน, GAC 6,287 คัน และ Honda ปิด Top 10 ด้วย 5,907 คัน

จากตัวเลขเหล่านี้ จะเห็นได้ว่าครึ่งหนึ่งของ Top 10 เป็นแบรนด์จากจีน ซึ่งเป็นภาพที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในตลาดเมืองไทย

กลุ่มกลางของตลาดยังคงมีบทบาท แต่ยอดเริ่มกระจายตัวมากขึ้น เช่น Mazda 4,889 คัน, Mitsubishi 4,178 คัน, Isuzu 3,568 คัน, Riddara 2,569 คัน, Zeekr 2,339 คัน, Mercedes-Benz 2,111 คัน, XPENG 2,089 คัน, Nissan 1,608 คัน, AVATR 1,435 คัน และ BMW 1,001 คัน ซึ่งสะท้อนว่าทั้งแบรนด์ดั้งเดิมและแบรนด์ใหม่กำลังแข่งขันกันในระดับใกล้เคียง

เมื่อเข้าสู่กลุ่มที่มียอดต่ำกว่า 1,000 คัน จะเห็นความแตกต่างของ segment และกลุ่มลูกค้าอย่างชัดเจน เช่น Ford 813 คัน, Denza 703 คัน, Hyundai 650 คัน, Farizon 603 คัน, Forthing 520 คัน, KIA 511 คัน, MINI 422 คัน, Volvo 306 คัน, Suzuki 305 คัน, Maxus 294 คัน และ Lexus 141 คัน

ในขณะที่แบรนด์ระดับพรีเมียมหรือเฉพาะทางมียอดไม่สูงมาก ได้แก่ Porsche 112 คัน, Audi 76 คัน, Firefly 48 คัน, Maserati 12 คัน, Jeep 9 คัน, Aston Martin 2 คัน และ Rolls-Royce 2 คัน ส่วน Tesla ไม่ได้เปิดเผยตัวเลขยอดจอง

ภาพรวมของงานในปีนี้จึงไม่ใช่แค่การเติบโตของยอดขายจาก 77,379 คัน เป็น 132,951 คัน เท่านั้น แต่ยังสะท้อนการเปลี่ยนโครงสร้างตลาดอย่างชัดเจน รถยนต์จากจีน โดยเฉพาะกลุ่ม EV กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญ

ในขณะเดียวกัน รถเครื่องยนต์น้ำมันยังคงมีบทบาท แต่ต้องเผชิญกับแรงกดดันมากขึ้น เพราะผู้บริโภคเริ่มเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายแบบจริงจัง เช่น เติมน้ำมันเต็มถังอาจมีค่าใช้จ่ายหลักพันบาท ขณะที่การชาร์จไฟเต็มแบตอาจมีค่าใช้จ่ายเพียงไม่กี่ร้อยบาท ความต่างนี้ยิ่งชัดเมื่อใช้งานระยะยาว

ดังนั้น แรงขับเคลื่อนใหม่ที่แท้จริงไม่ใช่แค่เทคโนโลยีหรือแบรนด์ใหม่ แต่คือ แรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานจากน้ำมันแพง ที่ผลักให้ผู้บริโภค ต้องเปลี่ยน มากกว่า อยากเปลี่ยน และเมื่อมีตัวเลือกอย่าง EV ที่ตอบโจทย์ได้จริง การตัดสินใจซื้อจึงเกิดขึ้นเร็วขึ้นและในวงกว้างมากขึ้น

ยอดตัวเลขที่ปรากฏ คือภาพสะท้อนของตลาดที่ไม่ได้แค่ฟื้นตัว แต่กำลังถูกเร่ง ด้วยปัจจัยภายนอกอย่างราคาน้ำมัน จนทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว

ธิติ ภัทรยลรดี

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (07 เม.ย. 69)