“วีระยุทธ” ผิดหวัง “เอกนิติ” แจงวิกฤติน้ำมัน หวั่นออกพ.ร.ก.กู้เงินซ้ำรอยโควิด ทำหนี้พุ่ง

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แสดงความผิดหวังต่อการชี้แจงของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง โดยระบุว่าเนื้อหาที่ชี้แจงยังวนซ้ำกับสิ่งที่พูดเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ยังไม่มีความเคลื่อนไหวต่อมาตรการเยียวยาในกลุ่มต่าง ๆ อย่างจริงจัง โดยเฉพาะชาวประมงออกเรือไม่ได้ ซึ่งส่งผลต่ออาหารทะเลที่เริ่มขาดตลาดแล้ว

นายวีระยุทธ ยืนยันว่า พรรคเห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะช่วยกลุ่มเปราะบางก่อน แต่พรรคยังไม่เห็นว่า รัฐบาลจะดำเนินการกับกลุ่มไหนที่เรียกว่าเปราะบาง เพราะตอนนี้เชื่อว่า คนไทยทุกคนเจอความไม่แน่นอนแบบนี้ ทุกกลุ่มก็เปราะบางไปหมด ดังนั้นรัฐบาลก็ต้องชัดเจนว่าจะช่วยเหลือกลุ่มไหน คือใคร และเท่าไหร่

สำหรับกรณีหากรัฐบาลออกพ.ร.บ.หรือ พ.ร.ก. กู้เงิน อาจขัดรัฐธรรมนูญ นายวีระยุทธ ยืนยันว่า หากรัฐบาลจะทำ ควรทำให้เป็นกระบวนการโปร่งใส ผ่าน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ซึ่งเคยทำมาแล้ว และสามารถทำผ่านสภาได้ และเมื่อปี 2563 สภาฯ ใช้เวลาพิจารณ 1 สัปดาห์เท่านั้น ไม่ได้ทำให้ล่าช้าแต่อย่างใด แต่ถ้ารัฐบาลจะออก พ.ร.ก.เงินกู้ ก็ต้องชัดเจน เพราะการโอนงบทำได้เต็มที่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ไม่รู้จะส่งผลต่อการเบิกจ่ายล่าช้าในปีงบประมาณที่เป็นอยู่หรือไม่ ก็ขอความชัดเจนจากนายเอกนิติว่า จะทำอย่างไร ถ้าจะใช้พ.ร.ก.เงินกู้แล้ว เรื่อง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ก็ไม่มีความจำเป็น

นายวีระยุทธ กล่าวถึงการกู้เงินว่า เป็นอำนาจของรัฐ คล้ายกับตอนโควิด-19 ที่สามารถทำได้ แต่ตอนโควิด-19 เราออกจากวิกฤตโควิดแบบสะบักสะบอม เป็นหนี้มากขึ้น ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ ดังนั้นรอบนี้ถ้ามีการกู้เงินครั้งใหญ่อีกราว 5 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงก็ต้องขอชี้แจง และดูว่าเอาไปใช้ทำอะไร เราไม่อยากให้ใช้เงินเพื่อรักษาอดีต แต่เพื่ออนาคต ถ้าจะพัฒนาทักษะก็ต้องทำจริงจัง ถ้าจะพยุงการจ้างงานก็ต้องเริ่มทำ

นายวีระยุทธ ยังแสดงความกังวลต่อข้อมูลที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ นำมาใช้ประกอบการชี้แจง

โดยเฉพาะเรื่องข้อมูลราคาสินค้าเกษตร เช่น ราคามะพร้าวที่รัฐบาลอ้างว่าพุ่งสูงถึง 7 บาท แต่ข้อมูลหน้างานจริงกลับอยู่ที่เพียง 3 บาทเท่านั้น พร้อมเรียกร้องให้นางศุภจี ติดตามสถานการณ์จริงในพื้นที่ โดยเฉพาะกระบวนการจัดการล้งมะพร้าว ซึ่งยังขาดความชัดเจนว่าจะใช้รูปแบบใดในการช่วยเหลือเกษตรกร อีกทั้งตั้งข้อสังเกตเรื่องปัญหาปุ๋ยขาดตลาดและราคาสูงเกินจริง ว่าอาจมีกลุ่ม “ไอ้โม่งปุ๋ย” กักตุนสินค้าซ้ำรอยวิกฤติน้ำมันหรือไม่

นายวีระยุทธ กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี เดินตามหลังประชาชนมากเกินไป ในภาวะวิกฤตแบบนี้ เราคาดหวังว่า รัฐบาลจะเดินนำหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น เตรียมพร้อมอย่างไร เดินนำหน้าภาคประชาชน 1 ก้าว เดินนำหน้าภาคธุรกิจ 1-2 ก้าว ที่ผ่านมามีหลายเรื่องทำถูก อย่างเช่น นายกรัฐมนตรีบอกวิกฤตครั้งนี้รุนแรงต้องช่วยกันปรับตัว แต่ก็ช้าไปถึง 5 สัปดาห์ หรือเรื่องไอ้โม่งน้ำมัน ก็ช้าไปประมาณ 4 สัปดาห์ จึงอยากให้นายกรัฐมนตรี เป็นคนประกาศนำหน้าว่ามองวิกฤตครั้งนี้อย่างไร และเตรียมพร้อมใน 2 เดือนหน้าอย่างไร อย่างมาตรการช่วงสงกรานต์เข้าใจว่าเพิ่งเร่งรัดออกมา 1-2 วันนี้เอง

ส่วนหลังสงกรานต์รัฐบาลมีแนวโน้มออกมาตรการล็อกดาวน์ เปิด-ปิดปั๊ม หรือมาตรการอื่นที่อาจกระทบชีวิตประจำวันของประชาชน นายวีระยุทธ กล่าวว่า เรื่องน้ำมันต้องแยกให้ขาดว่าเป็นปัญหาการกักตุนหรืออย่างไร อย่างวันก่อนที่นายกรัฐมนตรี บอกว่าน้ำมันใช้ปริมาณลดลงเหลือ 40 กว่าล้านลิตร ข้อแรกต้องสงสัยก่อนว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบ มีการเอาน้ำมันที่กักตุนมาใช้หรือไม่ อยากให้ตรวจสอบข้อมูลตรงนี้ก่อน ไม่อย่างนั้นจะทำให้การวางแผนนโยบายจากนี้มีปัญหา ข้อมูลไอ้โม่งไม่ได้จบที่ 57 ล้านลิตรแน่นอน และเรื่องรถหมื่นกว่าคันที่หายไป ไม่ติด GPS ให้ชัดเจน ซึ่ง GPS ต้องติดทั้งเรือทั้งรถ ตรวจสอบแบบเรียลไทม์ เรื่องนี้ก็ช้าไปประมาณ 6 สัปดาห์

นายวีระยุทธ กล่าวว่า เรามีการติดตามในต่อแน่นอน ซึ่งตอนนี้เป็นภาวะวิกฤต ดังนั้นเมื่อรัฐบาลมีวอร์รูม เราก็มีวอร์รูมที่ติดตามแต่ละประเด็นเช่นกัน

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 เม.ย. 69)