“เอกนิติ”จ่ออัดมาตรการเฉพาะจุดห้ามเลือดวิกฤตพลังงานหวั่นทุบ GDP พร้อมสั่งศึกษา Hometown Tax-รถเก่าแลก EV

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ยอมรับว่า ขณะนี้ยังคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 69 ได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและวิกฤติพลังงานโลกยังไม่จบ แต่เบื้องต้นมีการประเมินว่าราคาน้ำมันดิบที่ปรับขึ้นทุก 10 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะกระทบ GDP ไทยราว 0.2% ซึ่งขณะนี้ราคาน้ำมันดิบขึ้นมาแล้วราว 30-40 เหรียญ จึงประเมินคร่าว ๆ ว่าปัจจัยเสี่ยงในขณะนี้กระทบต่อ GDP ราว 0.6% จากก่อนหน้านี้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ถึง 2%

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ยังทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงเกิดภาวะชะลอตัว สวนทางอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น (Stagflation) ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะกับประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นความเสี่ยงของทั้งโลก ซึ่งรัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่ในการควบคุม และบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและค่อย ๆ ลุกลามจากวิกฤตสงครามไปสู่วิกฤตพลังงาน ซึ่งหากไม่เร่งแก้ปัญหาส่วนนี้อาจจะตามมาด้วยวิกฤติราคาสินค้า วิกฤติ Supply Chain และวิกฤตดีมานด์ชะลอตัว

ดังนั้น ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันพรุ่งนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วยการเติมเงินเพิ่มชั่วคราว และ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงินราว 3 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมสินเชื่อสำหรับซื้อรถไฟฟ้า (อีวี) ติดตั้งโซลาร์เซลล์ และซื้อปุ๋ยราคาถูก เป็นต้น ขณะที่กระทรวงคมนาคมจะเสนอมาตรการช่วยเหลือกลุ่มประมงและขนส่ง ส่วนกระทรวงพาณิชย์จะเสนอมาตรการดูแลราคาสินค้า รวมถึงจะเสนอปรับค่า K ให้กับผู้รับงานก่อสร้างภาครัฐ

“วันนี้รัฐบาลต้องหยุดเลือดไหลจากวิกฤตพลังงานให้ได้ก่อน ถ้าไม่หยุดตรงนี้มันก็จะลุกลามไปสู่วิกฤตต่าง ๆ เรายืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้ปัญหาลุกลามมากขึ้นจนกลายเป็นวิกฤติแน่นอน” นายเอกนิติ กล่าว

สำหรับการออก พ.ร.ก.ให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาทให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อพยุงราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศนั้น จะยังไม่ได้เสนอในคราวนี้ เนื่องจากมองว่ากองทุนน้ำมันฯ ยังมีความสามารถรองรับการอุดหนุนราคาพลังงานได้ถึงกว่าแสนล้านบาท และขณะนี้ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มขยับลงแล้ว จึงอาจจะต้องรอประเมินสถานการณ์และความจำเป็นในระยะก่อน

เช่นเดียวกับมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล จะเป็นปราการด่านสุดท้ายของการแก้ปัญหาวิกกฤติพลังงานในครั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยมีกลไกกองทุนน้ำมันฯ ในการพยุงราคาขายปลีกน้ำมันอยู่แล้ว เชื่อว่าจะสามารถบริการจัดการสถานการณ์ในขณะนี้ได้ ส่วนประเทศอื่นคงไม่มีกลไกในส่วนนี้จึงต้องปรับลดภาษีแทน

นายเอกนิติ กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เฟส 2 ว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการออกแบบรายละเอียดโครงการ รวมถึงพิจารณางบประมาณที่จะนำมาใช้ ซึ่งยอมรับว่าการออกพ.ร.บ.โอนงบประมาณเป็นหนึ่งในแนวทางที่ได้วางไว้ โดยมีส่วนราชการที่ยังไม่ได้มีการผูกพันงบประมาณภายในเดือน มี.ค.ราว 1 แสนล้านบาท หากภายในเดือน เม.ย. นี้ไม่สามารถทำได้ทันก็จะดึงงบประมาณนั้นมาใช้ก่อน

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังยังยืนยันการยึดกรอบวินัยการเงินการคลังในปัจจุบัน แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจในขณะนี้จะเกิดวิกฤตเกือบทั้งโลก และเกือบทุกประเทศ ซึ่งสัดส่วนหนี้สาธารณะในหลายประเทศสูงกว่าของไทยค่อนข้างมาก แต่หากมีความจำเป็นจริง ๆ ก็ต้องยอมปรับกรอบวินัยการเงินการคลังให้มีความยืดหยุ่นเพื่อรองรับสถานการณ์ แต่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเบื้องต้นจะมีพูดคุยกับสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ถึงแนวทางดังกล่าวเพื่อสร้างความเข้าใจในระหว่างการประชุม IMF-World Bank ที่สหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า

“รัฐบาลตั้งเป้าจะใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเรามีงบอยู่จำกัด โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 2570 อะไรที่ไม่จำเป็น ที่เป็นส่วนเกินตัดได้ก็จะตัดทิ้งทั้งหมด เช่น งบดูงานต่างประเทศ งบเครื่องแต่งกาย (ตัดสูท) งบฟุ่มเฟือย งบอะไรที่ไม่จำเป็นจะตัดทิ้งทั้งหมด แต่ประชุมยังได้อยู่ เพราะเราต้องเอางบประมาณมาดูแลเยียวยาประชาชนในช่วงวิกฤตินี้ที่ไม่รู้ว่าจะนานเท่าไหร่ โดยทั้งหมดยังจะยืนอยู่บนวินัยการเงินการคลัง ภายใต้แผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework : MTFF) เหมือนเดิม เพื่อทำให้การใช้งบประมาณดีที่สุด” นายเอกนิติ ระบุ

นายเอกนิติ ยังเปิดเผยว่า กระทรวงการคลังยังอยู่ระหว่างการศึกษาหลักการและออกแบบภาษี Hometown Tax เพื่อกระจายรายได้ให้ท้องถิ่นได้มีงบประมาณในการพัฒนาและเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เบื้องต้นอาจจะให้ผู้เสียภาษีสามารถเลือกได้ว่าเงินภาษีจะนำไปพัฒนาในพื้นที่ไหน และพัฒนาด้านไหน

ขณะเดียวกันในระยะต่อไปจะมีการออกโครงการอื่น ๆ เช่น รถเก่าแลกรถใหม่ โดยเน้นไปที่รถพลังงานไฟฟ้าและไฮบริด เพื่อลดการใช้น้ำมัน และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยในส่วนนี้ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังหารือกับกรมสรรพสามิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อออกเป็นมาตรการระยะต่อไป

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 เม.ย. 69)