
รัฐมนตรีคลังของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศ (G7) ประชุมกันที่กรุงวอชิงตันในวันพุธ (15 เม.ย.) เพื่อหารือเกี่ยวกับผลกระทบที่ลุกลามต่อเศรษฐกิจโลกจากสงครามในอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากขึ้นมานานกว่าหนึ่งเดือนแล้ว
ท่ามกลางราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นและห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกถูกกระทบนั้น ประเด็นสำคัญประการหนึ่งคือ การที่กลุ่มประเทศ G7 จะสามารถแสดงจุดยืนที่เป็นเอกภาพในการรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปได้หรือไม่ เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้เผยให้เห็นรอยร้าวที่ลึกขึ้นระหว่างสหรัฐฯ และยุโรป
รัฐมนตรีคลังและผู้ว่าการธนาคารของกลุ่ม G7 ซึ่งประกอบด้วยอังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหรัฐ และสหภาพยุโรป (EU) ต้องการหลีกเลี่ยงสงครามยืดเยื้อที่อาจทำให้ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นและเศรษฐกิจชะลอตัว
อย่างไรก็ดี แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่สถานการณ์ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย โดยช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญของโลก ยังคงปิดการสัญจรทางเรือเป็นส่วนใหญ่
เจ้าหน้าที่ระบุว่า การประชุมครั้งนี้มีแนวโน้มจะไม่ออกแถลงการณ์ร่วม
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ก่อนการประชุม G7 ซัตสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นได้หารือกับสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ โดยระบุว่าทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการเสริมสร้างการสื่อสารอย่างใกล้ชิดด้านอัตราแลกเปลี่ยน พร้อมรับฟังข้อมูลสถานการณ์อิหร่านและประเด็นอื่นที่ “น่าสนใจอย่างยิ่ง”
คาตายามะยังโพสต์ผ่านเอ็กซ์ว่า ได้ชี้แจงต่อฝ่ายสหรัฐฯ เกี่ยวกับการจัดหาน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ รวมถึงมาตรการสนับสนุนทางการเงินของญี่ปุ่นต่อประเทศในเอเชีย ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน
ทั้งนี้ มาตรการสนับสนุนวงเงิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศก่อนการเดินทางของคาตายามะ มีเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานพลังงานในเอเชีย เช่น การปล่อยกู้เพื่อจัดหาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 เม.ย. 69)





