ฟิทช์คงอันดับเครดิต PTT ที่ ‘BBB+’/‘AAA(tha)’ แนวโน้มเป็นลบ

ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศคงอันดับเครดิตสากลระยะยาวสกุลเงินต่างประเทศ (International Long-Term Foreign-Currency Issuer Default Rating) และอันดับเครดิตสากลระยะยาวสกุลเงินในประเทศ (International Long-Term Local-Currency Issuer Default Rating) ของ บมจ.ปตท. [PTT] ที่ ‘BBB+’ แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ

ขณะเดียวกันฟิทช์ได้ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาว (National Long-Term Rating) ที่ ‘AAA(tha)’ แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

อันดับเครดิตสากลของ ปตท. สะท้อนถึงสถานะเครดิตโดยลำพัง (Standalone Credit Profile) ที่ระดับ ‘bbb+’ ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับอันดับเครดิตของประเทศไทย (‘BBB+’ แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ) โดยแนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบของปตท. สอดคล้องกับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทย

อันดับเครดิตสากลระยะยาวและแนวโน้มอันดับเครดิตของ ปตท. ไม่สามารถอยู่สูงกว่าอันดับเครดิตและแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยได้ตามหลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตองค์กรที่มีความสัมพันธ์กับภาครัฐฯ (Government-Related Entities Rating Criteria) ของฟิทช์ เนื่องจากไม่มีโครงสร้างหรือกลไกที่จำกัดการเข้าถึงเงินสดและสินทรัพย์ของปตท. โดยภาครัฐฯ

สำหรับแนวโน้มอันดับเครดิต ของอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวนั้น ไม่ได้รับผลกระทบจากแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทย เนื่องจากอันดับเครดิตภายในประเทศเป็นการวัดความน่าเชื่อถือทางเครดิตในเชิงเปรียบเทียบระหว่างประเทศกับผู้ออกตราสารอื่นภายในประเทศไทย

สถานะเครดิตโดยลำพังของปตท. สะท้อนถึงรูปแบบธุรกิจครบวงจรและสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินของ ปตท. จะยังคงสอดคล้องกับสถานะเครดิตโดยลำพังในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า โดยความสามารถในการรองรับหนี้สินเพิ่มเติมโดยไม่กระทบต่ออันดับเครดิต (Rating Headroom) ที่อยู่ในระดับสูงจะช่วยให้ปตท. มีความคล่องตัวทางการเงินในการรองรับการลงทุนจะเพิ่มสูงขึ้น

ฟิทช์คาดว่าธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของ ปตท. จะยังคงมีความสามารถในการรองรับความผันผวนได้ดี ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลางและความผันผวนของราคาน้ำมัน และคาดว่าธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน และธุรกิจเคมีภัณฑ์ จะเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตไปจนถึงปี 2573

ปัจจัยที่มีผลต่ออันดับเครดิต

แรงจูงใจในการให้การสนับสนุนในระดับสูงมาก: ฟิทช์มองว่าบทบาทของ ปตท. ในการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐฯ (Preservation of government policy) ทางด้านพลังงานอยู่ในระดับสูงมาก โดย ปตท.มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ การผิดนัดชำระหนี้ของ ปตท. จะส่งผลกระทบต่อการจัดหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสำหรับประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลต่อการผลิตไฟฟ้า และทำให้ความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศลดลง นอกจากนี้ ฟิทช์มองว่าผลกระทบต่อการกู้ยืมของภาครัฐฯ ในกรณีที่ปตท. ผิดนัดชำระหนี้ (Contagion risk) อยู่ในระดับสูงมากเช่นกัน เนื่องจากฟิทช์มองว่า ปตท.เปรียบเสมือนตัวแทนของภาครัฐฯ และรัฐวิสาหกิจการผิดนัดชำระหนี้จะส่งผลกระทบทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญต่อภาครัฐฯ และองค์กรดังกล่าว

ความรับผิดชอบในการให้การสนับสนุนในระดับสูง: ฟิทช์ประเมินเรื่องการดูแลและการควบคุม (Decision-making and oversight) ของภาครัฐฯ ต่อปตท. อยู่ในระดับสูง เนื่องจากภาครัฐฯ โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อมอยู่ร้อยละ 63 ในปตท. แม้ว่าภาครัฐฯ มีนโยบายให้ ปตท. ดำเนินธุรกิจในเชิงพาณิชย์ แต่ก็มีการควบคุมนโยบายการลงทุนและกลยุทธ์หลักๆ ในภาพกว้าง นอกจากนี้ ฟิทช์มองว่าการสนับสนุนจากภาครัฐฯ (Precedents of support) อยู่ในระดับสูง โดยเชื่อว่าการที่ภาครัฐฯ ให้การสนับสนุนแก่รัฐวิสาหกิจอื่นในภาคไฟฟ้าซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญ จะบ่งชี้ว่าปตท. น่าจะได้รับการสนับสนุนเช่นกันหากมีความจำเป็น

รูปแบบธุรกิจแบบครบวงจรช่วยให้ผลประกอบการมีเสถียรภาพ: รูปแบบธุรกิจแบบครบวงจรของ ปตท.ช่วยให้ผลประกอบการมีเสถียรภาพตลอดวัฏจักรราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยแต่ละกลุ่มธุรกิจสามารถช่วยชดเชยความผันผวนของอีกกลุ่มหนึ่งได้ตามวัฏจักร ฟิทช์คาดว่ากำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของกลุ่มจะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3.4 แสนล้านบาทในปี 2569 จาก 3.1 แสนล้านบาทในปี 2568 ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมน่าจะได้รับประโยชน์จากภาวะอุปทานตึงตัวและราคาที่สูงขึ้นภายหลังการหยุดชะงักของการขนส่งในช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยบวกดังกล่าวน่าจะถูกลดทอนบางส่วนจากแรงกดดันต่อส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจากภาวะอุปทานส่วนเกินของจีนและอุปสงค์ที่อ่อนแอ

ความสามารถในการจัดการผลกระทบจากความขัดแย้งที่ประเทศอิหร่าน: ฟิทช์เชื่อว่าปตท.มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการผลกระทบจากสงครามอิหร่าน โดยได้รับการสนับสนุนจากกลยุทธ์การจัดหาน้ำมันดิบที่มีการกระจายแหล่งที่มาและความสัมพันธ์ทางการค้าที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ปตท. ได้ปรับเพิ่มสัดส่วนการจัดหาน้ำมันดิบจากสหรัฐอเมริกา แอฟริกาตะวันตก ลาตินอเมริกา และมาเลเซีย นับตั้งแต่ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น ในกรณีที่ความขัดแย้งยืดเยื้อ ฟิทช์มองว่า ปตท. จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เนื่องจากผลประกอบการที่ดีขึ้นจากธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของ บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม [PTTEP] หรือ ปตท.สผ. (อันดับเครดิต ‘BBB+’ แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ) น่าจะมีสัดส่วนที่มากกว่าแรงกดดันต่ออัตราส่วนกำไรของธุรกิจปลายน้ำ

มาตรการกำหนดเสถียรภาพของราคาน้ำมันของรัฐบาล: รัฐบาลไทยมีมาตรการกำหนดค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลเพื่อพยุงเสถียรภาพของราคาน้ำมันในช่วงระหว่างความขัดแย้งที่ประเทศอิหร่าน มาตรการดังกล่าวไม่มีผลต่อการประมาณการณ์ของฟิทช์ ฟิทช์ได้ใช้สมมุติฐานค่าการกลั่นอยู่ระหว่าง 5.5- 6.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งไม่ได้นำผลประโยชน์จากค่าการกลั่นที่เพิ่มขึ้นจากสถานะการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมารวมในประมาณการณ์

ความแข็งแกร่งของธุรกิจต้นน้ำช่วยสนับสนุนผลประกอบการ: ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของปตท.สผ.เป็นส่วนสำคัญของผลประกอบการของกลุ่ม โดยมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 60 ของ EBITDA และสร้างกระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพตลอดวัฏจักรราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ฟิทช์คาดว่าปริมาณการขายของ ปตท.สผ.จะเติบโตร้อยละ 4-5 ต่อปีในช่วงปี 2569-2571 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเข้าซื้อกิจการที่แล้วเสร็จในปี 2568 EBITDA ของปตท.สผ. น่าจะปรับตัวดีขึ้นในปี 2569 จากราคาผลิตภัณฑ์ไฮโดรคาร์บอนที่สูงขึ้นและปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากโครงการใหม่

การขยายธุรกิจห่วงโซ่มูลค่าธุรกิจก๊าซธรรมชาติ: ฟิทช์คาดว่าธุรกิจก๊าซธรรมชาติจะยังคงเติบโตต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า โดยได้รับการสนับสนุนจากเป้าหมายของปตท. ที่จะเพิ่มปริมาณการซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็น 10 ล้านตันภายในปี 2573 จาก 3.3 ล้านตันในปี 2568 ธุรกิจขายก๊าซธรรมชาติให้แก่ผู้ผลิตไฟฟ้าของ ปตท.สร้างกระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพภายใต้โครงสร้างราคาแบบการตั้งราคาบวกจากต้นทุน (cost-plus) ขณะที่รายได้จากสถานีรับก๊าซธรรมชาติเหลวและท่อส่งก๊าซธรรมชาติอยู่ภายใต้การกำกับดูแล รายได้จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติของบริษัทฯ กำลังฟื้นตัว และน่าจะกลับสู่ระดับปกติตั้งแต่ปี 2569

การปรับโครงสร้างธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นน้ำมัน: ฟิทช์มองว่าการปรับโครงสร้างธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นน้ำมัน (P&R) ของปตท. เป็นส่วนที่จะช่วยพัฒนาผลประกอบการให้ดีขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินลงทุนของกลุ่มธุรกิจดังกล่าว การนำพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เข้ามาในบริษัทย่อยเหล่านี้น่าจะช่วยเพิ่มประโยชน์ทั้งด้านการดำเนินงาน เช่นการจัดหาวัตถุดิบ และ การเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ และตลาดใหม่ รวมถึงประโยชน์ด้านการเงิน จากการได้รับเงินลงทุนของพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ โดยไม่ทำให้หนี้ของปตท. เพิ่มขึ้น ปตท. ยืนยันว่าจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด และรักษาอำนาจควบคุม ในธุรกิจ P&R ต่อไป

ความสามารถในการรองรับค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนที่สูงขึ้น: ฟิทช์คาดว่าค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนรวมของกลุ่ม ปตท.จะยังคงอยู่ในระดับสูงในช่วงปี 2569-2570 โดยมีปัจจัยหลักจากการขยายธุรกิจต้นน้ำของปตท.สผ. และการก่อสร้างโครงการ Clean Fuel Project (CFP) ของ บมจ.ไทยออยล์ [TOP] (อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ ‘A+(tha)’

แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ) ฟิทช์คาดว่า ปตท.จะใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานเพื่อรองรับการใช้จ่ายดังกล่าวโดยไม่ทำให้หนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Net Leverage) น่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ 1.9-2.0 เท่าในช่วงปี 2569-2570 จาก 1.8 เท่าในปี 2568 แต่ยังคงต่ำกว่าระดับ 2.5 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่ฟิทช์อาจพิจารณาปรับลดอันดับเครดิต อัตราส่วนหนี้สินน่าจะปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ปี 2571 เมื่อโครงการ CFP แล้วเสร็จและค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนกลับเข้าสู่ระดับปกติ

กลยุทธ์ในการปรับทิศทางของกลุ่มธุรกิจ: ปตท. ยังคงมุ่งเน้นธุรกิจที่บริษัทฯมีความแข็งแกร่ง ได้แก่ ธุรกิจไฮโดรคาร์บอนและธุรกิจไฟฟ้า เพื่อสนับสนุนความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ในขณะที่จะทบทวนการดำเนินงานในธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก โดยได้ดำเนินการขายเงินลงทุนในธุรกิจแบตเตอรี่และธุรกิจการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแล้วเสร็จในปี 2568 สำหรับธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจไฮโดรคาร์บอนนั้น ยังคงมุ่งเน้นไปที่สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิตและการแพทย์ เทคโนโลยี และโลจิสติกส์ ทั้งนี้ การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) เป็นแนวทางหลักของปตท. ในการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2568 โดยโครงการ Arthit CCS ได้มีการตัดสินใจลงทุนในปี 2568

การกำหนดอันดับเครดิตโดยสรุป

อันดับเครดิตของปตท. จะยังคงเท่ากับอันดับเครดิตของประเทศไทย หากสถานะเครดิตโดยลำพังของ ปตท.ถูกปรับลงในอนาคต ภายใต้หลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตองค์กรที่มีความสัมพันธ์กับภาครัฐฯ ของฟิทช์ และฟิทช์พิจารณาว่าโอกาสในการได้รับการสนับสนุนภายใต้หลักเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตข้างต้นที่อยู่ในระดับสูงไม่มีการเปลี่ยนแปลง

ฟิทช์มองว่าผลกระทบต่อสังคมและการเมืองในด้านการสนับสนุนนโยบายของภาครัฐฯในกรณีที่บริษัทผิดนัดชำระหนี้อยู่ในระดับสูงมาก เช่นเดียวกันกับของ PT Pertamina (Persero) (อันดับเครดิต BBB แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ) ของประเทศอินโดนีเซีย เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติและความมั่นคงทางด้านพลังงานของประเทศ นอกจากนี้ฟิทช์มองว่าผลกระทบต่อการกู้ยืมของภาครัฐฯ ในกรณีที่ปตท. ผิดนัดชำระหนี้ อยู่ในระดับสูงมาก เช่นเดียวกันกับของ Pertamina เนื่องจากฟิทช์มองว่า ปตท. เปรียบเสมือนตัวแทนของภาครัฐฯ และรัฐวิสาหกิจที่มีการกู้เงินและออกหุ้นกู้เช่นกัน

ฟิทช์ประเมินความรับผิดชอบในการให้การสนับสนุนของภาครัฐฯ แก่ปตท. ในระดับสูง ซึ่งต่ำกว่าของ Pertamina ที่อยู่ที่ระดับสูงมาก เนื่องจากฟิทช์มองว่าภาครัฐฯ มีการดูแลและควบคุม Pertamina ที่มากกว่าของปตท. โดย Pertamina ได้รับเงินชดเชยจากภาครัฐฯ ผ่านการอนุมัติจากรัฐสภา ในการช่วยสนับสนุนนโยบายของภาครัฐฯ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสังคม ในด้านการสนับสนุนทางการเงินจากภาครัฐฯ ต่อปตท.แม้ว่าที่ผ่านมาไม่ได้มีการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทฯ เนื่องจากปตท. มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง แต่การที่ภาครัฐ ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่รัฐวิสาหกิจอื่นที่มีความสำคัญใกล้เคียงกัน น่าจะทำให้เชื่อได้ว่าภาครัฐฯ น่าจะมีการสนับสนุนให้แก่ปตท. เช่นกันในกรณีที่บริษัทมีความต้องการ

สมมติฐานที่สำคัญ

สมมติฐานที่สำคัญของฟิทช์ที่ใช้ในการประมาณการ

  • ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ที่ราคา 70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2569 และ 63 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2570, 60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในปี 2571
  • ปริมาณการขายของธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเพิ่มขึ้นร้อยละ 4-5 ต่อปี ในปี 2569-2571 (ปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3)
  • EBITDA จากธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันและธุรกิจปิโตรเคมี ยังคงอ่อนแอในปี 2569
  • ค่าใช้จ่ายเพื่อการลงทุนเพิ่มขึ้นในปี 2569-2571 (2568 มีการลงทุนทั้งสิ้น 1.74 แสนล้านบาท)
  • การจ่ายเงินปันผลที่ 2.0 บาทต่อหุ้นในปี 2569 และ 2570

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 เม.ย. 69)