
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.) ส่วนดัชนี S&P500 และ Nasdaq ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันวันที่สอง โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนมีมุมมองบวกว่าช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ผ่านพ้นไปแล้ว หลังจากอิสราเอลบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวกับเลบานอน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ และอิหร่านอาจกลับมาเจรจาสันติภาพร่วมกันอีกครั้งในช่วงสุดสัปดาห์นี้
- ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 48,578.72 จุด เพิ่มขึ้น 115.00 จุด หรือ +0.24%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,041.28 จุด เพิ่มขึ้น 18.33 จุด หรือ +0.26% และ
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,102.70 จุด เพิ่มขึ้น 86.69 จุด หรือ +0.36%
ปธน.ทรัมป์โพสต์ข้อความบน Truth Social ในวันพฤหัสบดี ระบุว่า อิสราเอลและเลบานอนบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเป็นเวลา 10 วัน หลังจากที่ผู้นำของทั้งสองประเทศได้พบปะกันที่กรุงวอชิงตัน ดีซี โดยการหยุดยิงเริ่มตั้งแต่เวลา 17.00 น.ของวันพฤหัสบดี ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐ
นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า อิหร่านได้เสนอว่าจะไม่มีอาวุธนิวเคลียร์เป็นเวลานานกว่า 20 ปี
อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายในตลาดยังคงผันผวน หลังจากแหล่งข่าวซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซียและยุโรประบุว่า สหรัฐฯ ต้องการเวลาประมาณ 6 เดือนในการบรรลุข้อตกลงกับอิหร่าน ขณะที่สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า หากสหรัฐฯ และอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพ หรือขยายเวลาหยุดยิงที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 21 เม.ย. รัฐบาลทรัมป์จะปรับยุทธศาสตร์จากการทำสงครามกับอิหร่านไปสู่การกดดันทางเศรษฐกิจเพื่อให้อิหร่านยอมจำนน แทนการพึ่งพาปฏิบัติการทางทหารเพียงอย่างเดียว โดยเบสเซนต์ขู่ว่าสหรัฐฯ จะใช้มาตรการทางการเงินที่มีความรุนแรงเทียบเท่ากับ “การทิ้งระเบิด” โจมตีอิหร่าน
แม้ในสัปดาห์นี้ ตลาดจะได้แรงหนุนจากความหวังที่ว่าช่องทางการทูตจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่นักวิเคราะห์บางคนกล่าวว่าอาจจำเป็นต้องมีสัญญาณสันติภาพที่ชัดเจนกว่านี้จึงจะทำให้ตลาดสามารถรักษาแรงบวกเอาไว้ได้
หุ้น 7 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น 1.55% ตามด้วยหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ดีดตัวขึ้น 1% ส่วนหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ปรับตัวลง 0.7% และหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมลดลง 0.5%
สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น PepsiCo พุ่งขึ้น 2.3% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรต่อหุ้นในไตรมาส 1/2569 ที่ระดับ 1.61 ดอลลาร์ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 1.55 ดอลลาร์
หุ้น Abbott ผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ ร่วงลง 6% แตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2566 หลังจากบริษัทปรับลดการคาดการณ์กำไรตลอดทั้งปี
หุ้น Charles Schwab ซึ่งเป็นบริษัทโบรกเกอร์รายใหญ่ ดิ่งลง 7.6% และเป็นหุ้นที่ปรับตัวลงมากที่สุดในดัชนี S&P500 หลังจากบริษัทเปิดเผยผลประกอบการที่น่าผิดหวัง
หุ้น Voyager Technologies ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีอวกาศ พุ่งขึ้น 8.8% หลังจากองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NASA) ลงนามในคำสั่งให้ทางบริษัทดำเนินภารกิจส่งนักบินอวกาศเอกชนครั้งที่ 7 ไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ Voyager Technologies ได้รับเลือกให้ปฏิบัติภารกิจดังกล่าว
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 11,000 ราย สู่ระดับ 207,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 217,000 ราย
นักวิเคราะห์จากบริษัท Per Stirling Capital Management ให้ความเห็นว่า ข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่าภาวะตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ยังคงมีเสถียรภาพ แม้บรรดานายจ้างยังคงระมัดระวังในการเพิ่มจำนวนพนักงาน เนื่องจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านได้สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 เม.ย. 69)





