
สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านกำลังสร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานโลกต่อเนื่อง หลังราคาน้ำมันและก๊าซปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก จนก่อให้อาชญากรรมลักเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ ทั้งยุโรป สหรัฐ และออสเตรเลีย
ปัจจัยหลักมาจากการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญราว 20% ของอุปทานโลก ผนวกกับการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย แม้สถานการณ์เริ่มผ่อนคลายลงบ้าง หลังมีข้อตกลงพักรบชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
ในอังกฤษ ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยปรับขึ้นเหนือ 1.58 ปอนด์ต่อลิตร จากราว 1.33 ปอนด์ก่อนเกิดสงคราม ส่งผลให้คดี “เติมแล้วหนี” เพิ่มขึ้น 27% โดยข้อมูลจาก Forecourt Eye ระบุว่า มีน้ำมันถูกขโมยมากกว่า 6,500 ลิตรต่อวันในเดือนมี.ค. เพิ่มขึ้น 15.7% จากเดือนก่อนหน้า และหากคำนวณทั้งประเทศ ผู้ประกอบการอาจสูญเสียรายได้ราว 1.25 ล้านปอนด์ต่อสัปดาห์
แคลร์ นิโคล ผู้อำนวยการบริหารสมาคมความมั่นคงน้ำมันแห่งอังกฤษ ระบุว่า การหลีกเลี่ยงชำระค่าน้ำมันสร้างความเสียหายมากกว่า 100 ล้านปอนด์ต่อปี พร้อมเตือนให้ผู้ประกอบการเพิ่มความเข้มงวด โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีผู้ใช้บริการหนาแน่น
ส่วนในสหรัฐฯ ราคาน้ำมันเฉลี่ยทะลุ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน และสูงถึง 6 ดอลลาร์ในบางรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย จากเดิมต่ำกว่า 3 ดอลลาร์ก่อนสงคราม ขณะเดียวกันเริ่มพบรูปแบบการลักเชื้อเพลิงที่รุนแรงขึ้น เช่น การเจาะถังน้ำมันรถยนต์เพื่อดูดน้ำมัน ส่งผลให้ผู้เสียหายต้องแบกรับค่าซ่อมแซมเพิ่มขึ้น
ด้านยุโรปเผชิญแรงกดดันด้านราคาพลังงานเช่นกัน โดยราคาน้ำมันดีเซลในเยอรมนีปรับขึ้นสูงสุดถึง 40% นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง ขณะที่ฝรั่งเศสรายงานราคาพลังงานเพิ่มขึ้นเกือบ 9% ในเดือนมี.ค. อย่างไรก็ดี วิกฤตราคาพลังงานได้เร่งให้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในยุโรปเพิ่มขึ้นกว่า 51%
ขณะที่ออสเตรเลียรายงานการลักน้ำมันจากสถานีบริการเพิ่มขึ้น 8–30% ตั้งแต่ปลายเดือนก.พ. และผลศึกษาชี้ว่า ทุกการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 10 เซนต์ อาจทำให้คดีฉ้อโกงในปั๊มน้ำมันเพิ่มขึ้นได้ถึง 120 คดีต่อเดือนในรัฐนิวเซาท์เวลส์
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 เม.ย. 69)





