
นายวิคเตอร์ เจิ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) [DELTA] กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจของ DELTA ยังคงได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายการลงทุนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ และ AI ซึ่งจะเห็นได้จากบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ในสหรัฐที่มีการทุ่มงบลงทุนในการลงทุนด้านการเพิ่มศักยภาพของดาต้าเซ็นเตอร์ และการพัฒนา AI ในเชิงรุกมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่สนับสนุนต่อธุรกิจของ DELTA ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
โดยที่บริษัทยังคงมองว่าความต้องการของลูกค้าในการสั่งออเดอร์การผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ ยังมีความต้องการในการสั่งซื้อเข้ามามากต่อเนื่อง ทำให้บริษัทยังคงต้องมีการลงทุนในการขยายโรงงานผลิตเพื่อรองรับกับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทได้ตั้งงบลงทุนในการลงทุนโรงงานใหม่และขยายกำลังการผลิตในปีนี้ไว้ที่ 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น หลังจากที่ปัจจุบันกำลังการผลิตของโรงงาที่มีอยู่ใช้เกือบเต็มทั้งหมด ซึ่งแผนงานของบริษัทจะมีการเพิ่มสายการผลิตใหม่ในช่วงปลายไตรมาส 3/69 ในพื้นที่โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมบางปู และเตรียมเปิดโรงงานใหม่เพิ่มเติมอีก 2 แห่งในช่วงกลางปี 70
นอกจากนี้บริษัทได้มีการซื้อที่ดินในสโลวาเกีย เพื่อรองรับตลาดยุโรป และตลาดในตะวันออกลาง ซึ่งเป็นการขยายฐานลูกค้าใหม่ๆของบริษัท โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าในยุโรป และตะวันออกลางที่มีการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นการเข้ามาเสริมโรงงานในอินเดีย ที่ยังมีศักยภาพในการรองรับลูกค้าได้อย่างดี
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานของ DELTA คาดว่าการเติบโตของรายได้ยังคงเห็นการเติบโตในระดับตัวเลข 2 หลักต่อเนื่อง ซึ่งในไตรมาส 2/69 บริษัทยังมีมุมมองเชิงบวกต่อทิศทางธุรกิจ หลังไตรมาส 1/69 สามารถทำผลการดำเนินงานออกมาได้อย่างแข็งแกร่ง จากดีมานด์ของลูกค้าที่เข้ามาต่อเนื่อง และบริษัทยังมีความสามารถในการรองรับออเดอร์ของลูกค้าได้อย่างเพียงพอ โดยที่ยังคงเห็นออเดอร์จากลูกค้าเข้ามาล่วงหน้าแล้วราว 6 เดือน
อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงมีการบริหารจัดการในด้านต้นทุนการผลิตอย่างดี ภายใต้ความเสี่ยงทีมาจากความตึงเครียดของสถานการณ์ในตะวันออกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ทำให้ราคาต้นทุนวัตถุดิบในการผลิตมีการปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับเคมีภัณฑ์ และปิโตรเคมีที่ราคาสูงขึ้น ทำให้บริษัทต้องมีการบริหารจัดการด้านต้นทุนวัตถุดิบต่างๆอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อทำให้บริษัทยังสามารถรักษาระดับความสามารถในการทำกำรได้ดีต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกลางเป็นหนึ่งในปัจจัยที่บริษัทยังติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ว่าปัจจุบันผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้นจะยังไม่มากก็ตาม
“ช่วงที่ต้นทุนผันผวนจากสถานการณ์สงคราม เรามีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง ซึ่งบางรายการเริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว แม้จะยังมีสัดส่วนไม่มากในโครงสร้างต้นทุนโดยรวม แต่หากเกิดภาวะขาดแคลนในระยะยาวก็อาจกระทบต่อสินค้าอื่นๆได้ แราก็ต้องมีแนวทางเจรจาปรับราคากับลูกค้าอย่างเหมาะสมเพื่อรักษาสมดุลของธุรกิจ” นายวิคเตอร์ กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 เม.ย. 69)





