SCGD ยันสงครามกระทบจำกัด ชูฐานเวียดนามสู้ศึกพลังงานฟิลิปปินส์อ่วมแต่ประคองได้

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอสซีจี เดคคอร์ [SCGD] เปิดเผยถึงสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งว่า บริษัทคาดว่าจะรับรู้ผลกระทบชัดเจนตั้งแต่ ไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป อย่างไรก็ตาม ได้เตรียมแผนรองรับไว้แล้ว โดยประเมินว่าตลาดหลักในไทยและเวียดนามจะไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ และคาดการณ์รายได้ใน ไตรมาส 2/69 จะใกล้เคียงกับ ไตรมาส 1/69

“ในไตรมาสที่ 2/69 แนวโน้มผลประกอบการมีโอกาสใกล้เคียงกับไตรมาสที่ 1/69 หากสถานการณ์ตะวันออกกลางจะกระทบช่วงปลายไตรมาส 1/69 จริงๆ จะส่งให้ไตรมาส 2/69 ชะลอตัวลงเล็กน้อย แต่ตอนนี้ผลกระทบอาจยังไม่ชัดเจนมาก เนื่องจากบางโครงการที่กำลังดำเนินการของลูกค้าจำเป็นต้องเร่งงานให้เสร็จ”

โดยผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางตามรายประเทศ ในเวียดนามได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากใช้ถ่านหินในประเทศเป็นพลังงานหลัก ซึ่งราคามีความผันผวนต่ำและมีช่วงเวลาในการปรับราคา นอกจากนี้ รัฐบาลยังเข้ามาช่วยดูแลเรื่องการลดภาษีและการอุดหนุนพลังงานบางส่วนเพื่อบรรเทาเงินเฟ้อ ทำให้ตลาดในเวียดนามยังมีการเติบโต

ขณะที่ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เนื่องจากราคาพลังงานผันผวนสูง โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ราคาเคยพุ่งสูงถึงลิตรละมากกว่า 100 บาท และราคา LPG ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางตลาดโลก ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่ฉุดดีมานด์ในตลาดให้ชะลอตัวลง โดยบริษัทจะใช้ฐานในเวียดนามในการส่งออกไปยังฟิลิปปินส์ สำหรับอินโดนีเซียได้รับผลกระทบน้อย เนื่องจากพึ่งพาพลังงานภายนอกต่ำ และรัฐบาลมีการอุดหนุนราคาพลังงานภายในประเทศ รวมถึงการใช้พลังงานทางเลือกจากปาล์ม ซึ่งช่วยควบคุมต้นทุนการขนส่งได้ดี

ทั้งนี้บริษัทมีแผนในการเจรจากับพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ เพื่อจำกัดผลกระทบด้านราคาพลังงาน รวมทั้งปรับราคาขายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยจะปรับขึ้นราคาประมาณ 3-5% ในไตรมาส 2/69 เพิ่มการใช้พลังงานทดแทน ใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบด้านต้นทุนของ PRIME ในการจัดส่งไปยังไทย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย นอกจากนี้บริษัทได้เริ่มสำรองสต็อกวัตถุดิบตั้งแต่วันแรกที่เกิดสงคราม ทำให้มีต้นทุนเดิมอยู่ในมือและช่วยชะลอผลกระทบได้

อีกทั้งล่าสุดคณะกรรมการบริษัท ได้อนุมัติการลงทุน 2 โครงการของบริษัทย่อย SCGD ได้แก่ โครงการรวมศูนย์สายการผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลนและลงทุนติดตั้งสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนใหม่พร้อมระบบ Automation ในไทย ภายใต้งบลงทุนรวมประมาณ 957 ล้านบาท มีกำหนดแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/70 โดยตั้งเป้าลดต้นทุนการผลิตลง 16-20% และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานขึ้นเป็นเท่าตัว เพื่อให้สามารถแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนค่าขนส่งสูงขึ้นได้ ขณะเดียวกันตลาดในไทย นอกจากการเพิ่มความเป็นผู้นำ และเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไร ยังมุ่งเน้นการเติบโตผ่านกลุ่มสินค้าใหม่ นำเสนอสินค้าที่หลากหลายตามความต้องการของผู้บริโภค รวมทั้งผลักดันสินค้า HVA SVP

การลงทุนโครงการปรับปรุงเทคโนโลยีและเครื่องจักรพร้อมระบบ Automation เพื่อขยายกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน (Glazed Porcelain) ของบริษัท PRIME Pho Yen Joint Stock Company (Pho Yen) ประเทศเวียดนาม Pho Yen ภายใต้งบลงทุนรวมประมาณ 660 ล้านบาท เพื่อยกระดับ PRIME ในเวียดนามเป็นเสาหลักการเติบโตสู่ฐานการผลิตและส่งออกหลัก โดยการลงทุนดังกล่าวมีกำหนดแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/70 บริษัทจะมีกำลังการผลิตพอร์ซเลนในเวียดนามรวมถึง 33.4 ล้านตารางเมตรในปี 70 หรือคิดเป็น 40% ของกำลังผลิตรวมทั้งหมด ซึ่งมีแผนขยับสัดส่วนเพิ่มเป็น 50% ในปี 73

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 เม.ย. 69)