
เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 Daily News Online เผยแพร่ข่าว “‘เอกนัฏ ขู่เลิกสัญญาซื้อไฟเอกชน ถ้าไม่ลดราคา ยอมถูกฟ้อง” โดยเรียกทีมงานมาหารือในเรื่องนี้ และเตรียมยกเลิกสัญญากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนหากไม่สามารถเจรจาปรับลดค่าไฟฟ้าลงมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เนื่องจากผู้ผลิตไฟฟ้ากลุ่มนี้ขายไฟฟ้าได้ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจนได้ทุนจากรัฐคืนแล้ว และปัจจุบันสถานการณ์ต้นทุนราคาพลังงานเปลี่ยนไปจากอดีต จึงควรปรับราคารับซื้อให้เป็นธรรม หากเจรจากันไม่รู้เรื่อง “ก็ยินดีให้ภาคเอกชนฟ้องร้องดำเนินคดีกับรัฐได้” และยังได้กล่าวว่า “เรื่องแอดเดอร์ถ้าคุยไม่รู้เรื่อง ก็ต้องยกเลิก”
ผู้เขียนขอตั้งคำถามในทางกฎหมายว่ารัฐสามารถ “ขอเจรจาแก้ไข” สัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ทำกับผู้ผลิตเอกชนได้หรือไม่ “หากจะทำได้” ต้องมีข้อสัญญาในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ารับรองสิทธิของรัฐในฐานะคู่สัญญาหรือไม่ หากรัฐขอเจรจาแล้วไม่ได้ผลตามความประสงค์จะ “ใช้อำนาจ” เลิกสัญญา การเลิกสัญญานี้ รัฐจะต้อง “จ่ายค่าเสียหาย” ให้กับเอกชนหรือไม่
หากเราเอาคำถามชุดเดียวกันนี้ไปตั้งกับสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ซึ่งขายทั้งเนื้อไฟฟ้าและความพร้อมที่จะจ่ายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. แล้ว เราจะได้คำตอบแบบเดียวกันหรือไม่? หากรัฐแก้ไขหรือยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ผลิตรายใหญ่เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศลงและถูกผู้ผลิตไฟฟ้าฟ้องคดีรัฐจะต้อง “จ่าย” ค่าอะไรบ้าง?
สัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
ในทางวิชาการ สัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นสัญญาที่ใช้สร้างนิติสัมพันธ์รองรับการขายไฟฟ้า (Electrical Energy) ไปยังผู้ซื้อโดยผู้ขาย สัญญาจะกำหนดปริมาณไฟฟ้า (Committed Amount of Energy) ราคาซื้อขาย และระยะเวลาซื้อขาย
นอกจากนี้ สัญญาซื้อขายไฟฟ้ายังสามารถกำหนดลักษณะของระบบหรือสถานที่ที่จะมีการผลิตไฟฟ้า ความเป็นไปได้ที่จะส่งไฟฟ้าให้บุคคลที่สาม และการระงับข้อพิพาทโดยอนุญาโตตุลาการ และสัญญาซื้อขายไฟฟ้านั้นมักจะเป็นสัญญาระยะยาว (Long-Term Contract)
สัญญาซื้อขายไฟฟ้านั้นสามารถถูกใช้เพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศด้านความมั่นคงทางพลังงาน และยังสามารถช่วยดึงดูดการลงทุนและสร้างความมั่นใจให้กับผู้พัฒนาโครงการและผู้ให้การสนับสนุนทางการเงิน (ข้อมูลจาก บทความ “Power purchase agreements affected by unexpected circumstances: lessons from real litigation” โดย Gonzalo Vial เผยแพร่ใน Journal of World Energy Law and Business (2023))
สัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่รัฐรับเป็นฝ่ายผู้รับซื้อจากผู้ผลิตไฟฟ้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นโรงไฟฟ้าเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศนั้นเป็นสัญญาที่ปรากฏในหลายประเทศ รัฐบาลของประเทศกานา (Ghana) โดยผ่าน Volta Reiver Authority (VRA) และ Electricity Company of Ghana (ECG) ทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าจาก “IPPs (ซึ่งย่อมาจาก Independent Power Projects)” และยังทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินซึ่งเรียกว่าเป็นผู้ผลิตเอกชนในกลุ่ม “EPPs (ซึ่งย่อมาจาก Emergency Power Producers)” (ข้อมูลจากเอกสาร “A Case Study of Ghana’s Power Purchase Agreements” โดย Institute of Economic Affairs, Accra และ Energy for Growth Hub, Washington DC, March 2021)
ส่วนในรัฐบาลของประเทศปากีสถาน (Pakistan) นั้นก็ได้อาศัยสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากเอกชนเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาวิกฤตการณ์พลังงานของประเทศ ในช่วงทศวรรษที่ 1990 รัฐบาลได้ดำเนินนโยบาย “Independent Power Producers” เพื่อลดภาระการลงทุนโดยรัฐวิสาหกิจและดึงดูดการลงทุนจากเอกชนในภาคพลังงาน ในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลได้ให้ “แรงจูงใจเพื่อประกันผลตอบแทนของการลงทุน” (ข้อมูลจากเอกสาร “Renegotiating Contracts of Independent Power Projects (IPPS) in Pakistan: Prospects, Challenges, and Legal Implications” โดย Muhammad Usama Amir และ Bakhtawar Manzoor เผยแพร่ใน The Critical Review of Social Sciences Studies Volume 3 Number 3, 2025)
ค่า AP ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของประเทศไทย
ภายใต้โครงสร้างกิจการผู้รับซื้อรายเดียว (Enhanced Single Buyer) รัฐบาลไทยก็ได้อาศัยสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและการรับซื้อไฟฟ้าจาก IPP เพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2535 ครม. ได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (สพช.) เรื่องแนวทางในการดำเนินงานในอนาคตของ กฟผ.
รัฐมีนโยบายในการส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในการผลิตไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2532 โดยตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ. ส่วนหนึ่งจะมีการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนรายใหญ่ (IPP) และรายเล็ก (SPP) ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐส่งเสริมให้เอกชน เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ในกิจการไฟฟ้าของประเทศ กฟผ. ประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (Independent Power Producer: IPP) หรือผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ รอบแรก เมื่อเดือนธันวาคม 2537 โดยกำหนดที่จะรับซื้อไฟฟ้าจาก IPP รวมทั้งหมด 5,800 MW สำหรับช่วงปี 2539-2546
สัญญาซื้อขายไฟฟ้าจาก IPP ในประเทศไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ กฟผ. เป็นผู้ซื้อนั้นจะกำหนดหน้าที่ให้ กฟผ. จ่ายค่าตอบแทนให้แก่ผู้ขายโดยแบ่งเป็นสองส่วน ได้แก่ ค่าความพร้อมในการจ่ายไฟฟ้า (Availability Payment หรือ “ค่า AP”) และค่าพลังงานไฟฟ้า (Energy Payment หรือค่า “EP”)
ค่า AP เป็นค่าตอบแทนที่รัฐจ่ายเมื่อโรงไฟฟ้าของผู้ขายมีความพร้อมจ่ายไฟฟ้า” ส่วนค่า EP นั้น เป็นค่าตอบแทนสำหรับ “เนื้อไฟฟ้า” ที่โรงไฟฟ้าได้จ่ายเข้าระบบโครงข่ายไฟฟ้าตามคำสั่งที่ได้จากศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าของ กฟผ.
กฟผ. เคยให้คำชี้แจงว่า ค่า AP นั้นสะท้อนต้นทุนค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่เอกชนต้องลงทุน เช่น ค่าเช่า ค่าอุปกรณ์อะไหล่โรงไฟฟ้า ค่าจ้างเดินเครื่องหรือบำรุงรักษา ค่าประกันภัยโรงไฟฟ้า ในการดูแลรักษาโรงไฟฟ้าให้มีความพร้อมอยู่เสมอ กฟผ. จึงต้องจ่ายค่า AP ที่ถูกกำหนดไว้ตลอดอายุสัญญา โดยค่า AP ของโรงไฟฟ้าเอกชน คิดรวมอยู่ในค่าไฟฟ้าฐาน (ข้อมูลจากบทความชื่อ “กฟผ. แจกแจงที่มาค่าไฟฟ้าและภาระหนี้แสนล้าน ยืนยันสัญญาซื้อไฟฟ้าเอกชนถูกต้องและเป็นไปตามนโยบายรัฐ” เผยแพร่โดย The Standard, 27 เมษายน 2566)
ไฟฟ้าที่ กฟผ. รับการส่งมอบมาตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้านั้นจะถูกส่งต่อให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย (กฟน. และ กฟภ.) สัญญาซื้อขายไฟฟ้าในลักษณะนี้มีสถานะเป็น “สัญญาทางปกครอง” ในระบบกฎหมายไทย เนื่องจากมีองค์ประกอบครบถ้วนทั้งในด้านคู่สัญญาซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งคือการไฟฟ้าซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ และเนื้อหาของสัญญาที่มีเนื้อหามุ่งจัดให้มีบริการสาธารณูปโภคอันจำเป็นต่อประชาชน รวมถึงลักษณะของสัญญาแบบกำหนดเงื่อนไขล่วงหน้าและมีข้อกำหนดที่สะท้อนเอกสิทธิ์ของรัฐ
เมื่อค่าตอบแทนที่รัฐจ่ายให้ IPP เริ่มกลายเป็นภาระ
ในอดีต สัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่รัฐบาลปากีสถานทำกับผู้ผลิตเอกชน มีประโยชน์ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ อย่างไรก็ตาม สัญญาซื้อขายไฟฟ้าเหล่านี้ส่งผลให้รัฐบาลปากีสถานประสบปัญหาจากการต้องจ่ายค่าตอบแทนให้เอกชนซึ่งสร้างภาระให้กับรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อสัญญาที่บังคับให้รัฐต้องรับซื้อไฟฟ้าไม่ว่าจะมีการใช้หรือไม่ (Take-Or-Pay)
นอกจากนี้ ยังเกิดข้อวิจารณ์ว่าค่าไฟฟ้าที่ผลิตจาก IPP นั้นทำให้ค่าไฟฟ้าของประเทศปากีสถานนั้นมีอัตราที่สูงที่สุดในภูมิภาค ค่าไฟฟ้าที่สูงนี้ลดศักยภาพการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ชะลอการลงทุน และเป็นภาระต่อผู้ใช้พลังงาน นอกจากนี้ IPP จำนวนมากนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมันเตา ก๊าซธรรมชาติเหลว และถ่านหิน ส่งผลให้ค่าไฟฟ้านั้นผันผวนตามราคาของเชื้อเพลิงฟอสซิลเหล่านี้
สำหรับในประเทศไทย ค่า AP ที่รัฐจ่ายให้ IPP ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวที่ กฟผ. ทำนั้นย่อมกลายเป็นต้นทุนที่ถูกส่งผ่านมายังผู้ใช้ไฟฟ้า สฤณี อาชวานันทกุล (กรรมการผู้จัดการ ด้านการพัฒนาความรู้ บริษัทป่าสาละ จำกัด) ได้ตั้งข้อสังเกตในวันที่ 28 เมษายน 2569 ว่ารัฐควร “ไปเจรจาแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับโรงไฟฟ้า สัญญาพวก Take Or Pay ทั้งหลาย ที่รัฐจ่ายค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment: AP) เกินเลยไปมหาศาลทั้งที่หลายโรงไม่ได้เดินเครื่อง เพราะรัฐประมาณการการใช้ไฟฟ้าสูงเกินจริงตลอดมา เรื่องนี้สภาอุตสาหกรรมและภาคประชาชนเสนอกันมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่เลือกตั้งรอบก่อน ปี 2566 (ถ้าลดตรงนี้ได้ รัฐจะประหยัดเงินและเราจะลดค่าไฟฟ้าได้มากกว่ายกเลิก Adder หลายเท่าตัว)”
คำถามคือหากรัฐจะเจรจาแก้ไข (หรือแม้กระทั่งยกเลิก) สัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ได้ลงนามกับ IPP แล้วและยังมีผลใช้บังคับอยู่รัฐจะมี “สิทธิ” หรือมี “อำนาจ” ในการดำเนินการหรือไม่ เป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐจะไม่ “ขอร้อง” เอกชนแต่ก็ยังคง “รักษาดุลยภาพแห่งความเป็นธรรม” กับเอกชน ตลอดจนผู้ให้การสนับสนุนและธนาคารผู้ให้สินเชื่อแก่โครงการ
ประโยชน์สาธารณะคือฐานของการใช้อำนาจฝ่ายเดียว
คำถามว่ารัฐบาลสามารถเจรจาแก้ไข หรือเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ทำแล้วนั้น มิใช่ปัญหาที่รัฐบาลไทยเผชิญอยู่คนเดียว รัฐบาลของประเทศกานาแสดงให้เห็นว่ารัฐมีอำนาจนี้ โดยได้เจรจาแก้ไข (Renegotiated) สัญญาซื้อขายไฟฟ้าจำนวนหลายสัญญา เนื่องจากการถูกเรียกเก็บค่า “Capacity Charges” ที่ล้นเกิน และต้นทุนที่สูงจากโรงไฟฟ้าและอัตราราคารับซื้อไฟฟ้า
กระบวนการนี้เริ่มต้นในปี ค.ศ. 2018 โดยมีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลเลิกสัญญา PPAs จำนวน 11 สัญญามูลค่า 402 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แทนที่จะคงการต้องจ่ายค่า Capacity Cost เป็นจำนวน 586 ล้านดอลลาร์ตลอดเวลา 13 ปีข้างหน้า รัฐบาลจะคงสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจำนวน 8 สัญญา กำลังการผลิตรวม 2,070 MW และเลื่อนการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 7 สัญญา กำลังการผลิตรวม 2,960 MW
หากรัฐบาลไทยประสงค์จะเจรจาแก้ไขหรือเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ให้กับ IPP ไปแล้ว รัฐสามารถทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? ผู้เขียนเห็นว่า รัฐในฐานะคู่สัญญาฝ่ายปกครองย่อมมีอำนาจในการแก้ไขสัญญาซื้อขายไฟฟ้าฝ่ายเดียวได้ภายใต้หลักเกณฑ์ทางกฎหมายปกครองบนฐานของความจำเป็นเพื่อให้การบริการสาธารณะสามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างต่อเนื่องหรือเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะมิให้เสียไป ประโยชน์สาธารณะที่ “สามารถเกิดขึ้นได้” คือการลดภาระค่าไฟฟ้าจากต้นทุนในส่วนค่าความพร้อมจ่ายที่รัฐต้องจ่ายให้ผู้ผลิตเอกชนและส่งผ่านมายังผู้ใช้ไฟฟ้าได้
การสร้างความเป็นธรรมและการเยียวยาเอกชน
การที่ฝ่ายปกครองจะใช้อำนาจแก้ไขสัญญาฝ่ายเดียวได้นั้น ไม่สามารถทำได้ตามอำเภอใจ แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของ ความจำเป็นและความเป็นธรรมต่อคู่สัญญาฝ่ายเอกชน การแก้ไขสัญญาจึงต้องเกิดขึ้นจากเหตุผลที่จำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะ (เช่น การลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน หรือการปรับปรุงโครงสร้างกิจการไฟฟ้าให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้นเพื่อลดปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) อีกทั้งการแก้ไขสัญญาต้องคำนึงถึงดุลยภาพทางการเงินเอกชนด้วย
หากการแก้ไขสัญญาโดยการยกเลิกค่า AP ส่งผลให้คู่สัญญาฝ่ายเอกชนมีภาระหรือค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นจากการปฏิบัติตามข้อสัญญาใหม่ หรือได้รับความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลง ฝ่ายเอกชนย่อม “มีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาความเสียหายหรือเรียกค่าเสียหาย” จากคู่สัญญาฝ่ายปกครองได้ การชดเชยค่าเสียหายนี้เป็นไปเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและรักษาสมดุลทางการเงินให้กับคู่สัญญาฝ่ายเอกชน
การจ่ายค่าชดเชยสามารถคิดในจำนวนที่ต่างกันจากความเสียหายที่แท้จริง ซึ่งวัดได้จากการคืนทุนแล้วของโรงไฟฟ้าซึ่งอาจมีจำนวนแตกต่างกัน (ความสมดุลทางการเงิน) ตามนัยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.130/2567 ในกรณีที่รัฐต้องการออกนโยบายยกเลิกค่า AP และจำเป็นต้องชดเชยค่าเสียหายให้กับเอกชน แต่โครงการไฟฟ้าของเอกชนมีสถานะทางการเงินที่แตกต่างกัน (เช่น โรงไฟฟ้าที่คืนทุนได้แล้วหรือมีกำไรแล้ว กับโรงไฟฟ้าที่ยังไม่ทำกำไร) รัฐสามารถชดเชยค่าเสียหายในอัตราที่แตกต่างกันได้ โดยไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม
เนื่องจากโรงไฟฟ้าของเอกชนตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแต่ละโครงการมีความแตกต่างกัน เช่น ได้รับสัญญา เริ่มประกอบการ และระยะเวลาของการขายไม่เท่ากัน เมื่อพิจารณาโรงไฟฟ้าที่คืนทุนหรือกำไรแล้วในเรื่องความมั่นคงทางการเงินและการคืนเงินให้สถาบันการเงินอาจได้รับรายได้หรือกำไรเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้หรือใกล้จะเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้แล้ว แต่โรงไฟฟ้าที่ยังไม่คืนทุน กล่าวคือโรงไฟฟ้าที่ยังไม่ได้รายได้ตามที่คาดการณ์หรือยังห่างไกลจากรายได้ที่คาดการณ์ไว้อันส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสถาบันการเงิน ผู้ถือหุ้น และนักลงทุน ทำให้โรงไฟฟ้าดังกล่าวยังประสบกับภาระหนี้สิน ความเสี่ยงทางการเงินที่สูงและภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นทางธุรกิจ ซึ่งยังคงต้องการการเยียวยาหรือการรักษาสมดุลทางการเงินที่มากกว่าโครงการที่คืนทุนหรือกำไรแล้ว
รัฐต้องจ่ายค่าเสียหายจากประมาณการรายได้หรือไม่?
หากเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเรียกค่าชดเชยที่ต้องจ่ายจากการประมาณการรายได้ของเอกชนหากไม่มีการแก้ไขสัญญารัฐจะต้องชดใช้เงินนี้หรือไม่? ตามนัยคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.932/2561 ค่าเสียหายที่รัฐต้องจ่ายอาจรวมถึงประมาณการรายได้จากโครงการสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่รัฐให้สัญญาไปแล้ว หากรัฐกระทำการใดที่กระทบต่อรายได้ที่ถูกประมาณการไว้ตามสัญญา และอาจมีการรับรองไว้ว่ารายได้นั้นควรจะเป็นเท่าไหร่ในอนาคต รัฐอาจต้องชดเชยเป็นจำนวนที่ได้กำหนดในประมาณการนั้น เนื่องจากการยกเลิกค่า AP ถือเป็นการทำลายกระแสรายได้ที่เอกชนคาดว่าจะได้รับตามที่กำหนดไว้ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ซึ่งเป็นฐานตัวเลขอันเป็นสาระสำคัญสำหรับสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่ผู้ผลิตได้กู้เงินไปแล้ว
ดังนั้นแล้ว การชดเชยค่าเสียหายจากการยกเลิกค่า AP จึงมีความเป็นไปได้ที่จะต้องใช้วิธีการประมาณรายได้ที่สูญเสียตามที่กำหนดในสัญญาและการประมาณการรายได้ (ที่มีการรับรองว่าจะเป็นไปตามที่คาดการณ์) เพื่อรักษาสิทธิและผลตอบแทนที่เอกชนคาดหวังโดยสุจริตตามข้อสัญญาที่ได้ตกลงไว้กับรัฐ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและรักษาดุลยภาพทางการเงินแก่คู่สัญญาฝ่ายเอกชน
โดยสรุป รัฐซึ่งมีหน้าที่ตามมาตรา 56 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งบัญญัติให้ “รัฐต้องจัดหรือดำเนินให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึงตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน” บริการไฟฟ้านั้นย่อมเป็นสาธารณูปโภคที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของประชาชน บริการนี้ต้องเพียงพอ ต่อเนื่อง และมีราคาที่สมเหตุสมผล บนพื้นฐานของการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา
ความมั่นคงทางพลังงาน ควรเป็นสิ่งที่ถูกผนวกรวมเข้ากับหลักการบริการสาธารณะอย่างไร้รอยต่อ สัญญาที่ซื้อขายไฟฟ้าที่รัฐรับซื้อไฟฟ้าจาก IPP และต้องจ่ายค่า AP นั้นอาจเป็นทางเลือกที่จำเป็นและเหมาะสม ณ เวลาหนึ่ง แต่เมื่อเวลาพ้นผ่านไปและการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการมีกำลังการผลิตที่ล้นเกินนั้นจะก่อให้เกิดภาระกับประชาชน รัฐย่อมมีหน้าที่และอำนาจในการเจรจาแก้ไขหรือแม้กระทั่งยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม รัฐจะต้องชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเอกชนในจำนวนที่เป็นธรรม เช่น การชดเชยจำนวนเงินที่เอกชนได้ลงทุนไปแล้วตามความเป็นจริงของโครงการผลิตไฟฟ้าแต่ละโครงการซึ่งอาจมีจำนวนไม่เท่ากัน และจะต้องคำนึงถึงผลต่อการคืนเงินกู้ที่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนต้องชำระเงินกู้คืนให้กับธนาคารผู้ให้สินเชื่อ
ผศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ ผู้อำนวยการหลักสูตร LL.M. (Business Law)
หลักสูตรนานาชาติ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 เม.ย. 69)





