สหรัฐฯ ปรับยุทธศาสตร์จาก “Epic Fury” สู่ “Project Freedom” ก่อนระงับชั่วคราว มีนัยอย่างไร?

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ประกาศในวันอังคาร (5 พ.ค.) ว่า “Epic Fury” หรือปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ได้สิ้นสุดลงแล้ว และขณะนี้ สหรัฐฯ ได้เปลี่ยนเป้าหมายไปให้ความสำคัญกับปฏิบัติการ “Project Freedom” เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซและช่วยนำทางเรือที่ติดค้างออกจากเส้นทางดังกล่าว นับเป็นการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญท่ามกลางสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่าสองเดือน

ยุติปฏิบัติการ “Epic Fury”

รูบิโอแถลงข่าว ณ ทำเนียบขาวว่า ปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ซึ่งดำเนินการร่วมกับอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยยืนยันว่า “ปฏิบัติการ Epic Fury จบลงแล้ว ตามที่ท่านประธานาธิบดีแจ้งต่อสภาคองเกรส เราเสร็จสิ้นขั้นตอนดังกล่าวแล้ว”

การประกาศยุติปฏิบัติการ Epic Fury ถูกวิจารณ์ว่าเป็นกลยุทธ์ของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย War Powers Act เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้ประธานาธิบดีต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรสหากมีการใช้กำลังทหารเกิน 60 วันนับจากวันแจ้งเริ่มปฏิบัติการ ซึ่งในกรณีของสงครามอิหร่านนั้น เส้นตายดังกล่าวได้ครบกำหนดเมื่อวันที่ 1 พ.ค.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลได้แจ้งต่อสภาคองเกรสว่า การสู้รบกับอิหร่าน “ยุติลงแล้ว” เนื่องจากครบกำหนด 60 วัน อย่างไรก็ตาม ปธน.ทรัมป์ไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะกลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ท่ามกลางการเจรจาที่หยุดชะงักและข้อตกลงหยุดยิงที่เปราะบาง

เปิดปฏิบัติการ “Project Freedom”

รูบิโอกล่าวว่า “ตอนนี้เรากำลังเปิดปฏิบัติการ Project Freedom” ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่สหรัฐฯ เริ่มขึ้นเมื่อวันจันทร์ (4 พ.ค) เพื่อนำทางเรือพาณิชย์ที่ติดค้างออกจากช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมกับระบุว่าภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนี้คือ การเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง และการยับยั้งไม่ให้อิหร่านควบคุมช่องแคบฮอร์มุซจนกลายเป็นเรื่องปกติ

“เราต้องการให้ช่องแคบกลับมาเปิดในแบบที่ควรจะเป็น กลับไปเป็นเหมือนเดิมที่เคยเป็นมา” รูบิโอกล่าว “ไม่ว่าในกรณีใดก็ตาม เราจะไม่ยอมให้พวกเขาทำราวกับว่าการระเบิดเรือพาณิชย์และการวางทุ่นระเบิดในน้ำเป็นเรื่องปกติธรรมดา”

รูบิโอชี้แจงว่า Project Freedom แตกต่างจาก Epic Fury ตรงที่เป็น “ปฏิบัติการเชิงป้องกัน” และกองกำลังสหรัฐฯ จะตอบโต้ก็ต่อเมื่อถูกโจมตีก่อนเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ปธน.ทรัมป์ได้ประกาศระงับปฏิบัติการ Project Freedom ไว้ชั่วคราว เพื่อประเมินว่าสหรัฐฯ จะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านได้หรือไม่ โดยโพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ว่า “ในขณะที่การปิดล้อมจะยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ แต่ปฏิบัติการ Project Freedom จะถูกระงับไว้เป็นระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อดูว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะสามารถได้ข้อสรุปและลงนามได้หรือไม่”

ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นตามคำร้องขอของปากีสถานและประเทศอื่น ๆ และเกิดขึ้นหลังจากมี “ความคืบหน้าอย่างมาก…ซึ่งจะนำไปสู่การทำข้อตกลงที่สมบูรณ์และเป็นขั้นสุดท้ายร่วมกับตัวแทนของอิหร่าน”

ประเด็นนิวเคลียร์ หัวใจสำคัญของการเจรจา

รูบิโออ้างว่า อิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลและสร้างโรงงานเสริมสมรรถนะยูเรเนียมใต้ดิน พร้อมกับเตือนว่า อิหร่านจะ “จับทั่วโลกเป็นตัวประกัน” หากมีอาวุธนิวเคลียร์ อย่างไรก็ดี รูบิโอกล่าวว่า ขณะนี้อิหร่านมีโอกาสที่จะ “สร้างความชัดเจน” ว่าไม่ได้ต้องการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าเป็นกุญแจสำคัญในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ

รูบิโอยอมรับว่า สหรัฐฯ ยังคงพยายามประเมินว่าอิหร่านพร้อมที่จะเจรจาในประเด็นใดบ้าง โดยระบุว่า “เราไม่จำเป็นต้องรอให้ร่างข้อตกลงตัวจริงเสร็จสมบูรณ์ก่อน แต่เราต้องมีแนวทางแก้ไขทางการทูตที่ชัดเจนมากพอ ว่าพวกเขาพร้อมจะเจรจาในประเด็นใดบ้าง รวมถึงขอบเขตและสิ่งที่พวกเขาจะยอมโอนอ่อนผ่อนตามในเบื้องต้น เพื่อพิสูจน์ว่าการเจรจานั้นคุ้มค่าพอที่จะเดินหน้าต่อไป”

สันติภาพอิสราเอล-เลบานอน “เป็นเรื่องยาก”

รูบิโอยังได้กล่าวถึงประเด็นอื่น ๆ ในตะวันออกกลาง โดยระบุว่าข้อตกลงสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับเลบานอนนั้น “เป็นเรื่องยาก” แต่ยังมีความหวังว่า “สามารถทำให้สำเร็จได้”

รูบิโอย้ำว่า “ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน ไม่ได้มีต้นตอมาจากอิสราเอลหรือเลบานอน แต่คือกลุ่มฮิซบอลเลาะห์” พร้อมทั้งเรียกร้องให้กลุ่มติดอาวุธดังกล่าวยอมปลดอาวุธ ขณะเดียวกันก็เตือนว่า ข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่ายจะต้องเผชิญกับความท้าทายจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

ทั้งนี้ อิสราเอลและเลบานอนได้ประกาศข้อตกลงหยุดยิงโดยมีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางเมื่อเดือนที่ผ่านมา และคาดว่าจะมีการเจรจาเพิ่มเติมเพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพอย่างถาวรต่อไป

โดยภาพรวม การเปลี่ยนจาก “Epic Fury” สู่ “Project Freedom” สะท้อนการปรับจังหวะของสหรัฐฯ จากการใช้กำลังเชิงรุกไปสู่การควบคุมสถานการณ์ในเชิงป้องกันมากขึ้น เพื่อลดแรงกดดันทั้งในสนามรบและในทางกฎหมายภายในประเทศ ขณะเดียวกัน การระงับปฏิบัติการชั่วคราวยังบ่งชี้ถึงความพยายามเปิดพื้นที่ให้การเจรจาทางการทูตเดินหน้า ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์และความเสี่ยงที่ความขัดแย้งอาจปะทุขึ้นอีกครั้งได้ทุกเมื่อ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 พ.ค. 69)