สธ. ยกระดับเฝ้าระวัง “ไวรัสฮันตา” หลังตปท.เสียชีวิต 3 ราย ย้ำ! ยังไม่ระบาดในไทย

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ติดตามสถานการณ์ “ไวรัสฮันตา” จากกรณีพบผู้ป่วยเป็นกลุ่มก้อน บนเรือสำราญต่างประเทศอย่างใกล้ชิด พร้อมเพิ่มความเข้มข้นการเฝ้าระวังที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และระบบเฝ้าระวังภายในประเทศ ยืนยันปัจจุบันยังไม่พบรายงานการระบาดในประเทศไทย ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก แต่ควรตระหนักรู้ และป้องกันตนเองจากการสัมผัสสัตว์ฟันแทะ และสิ่งปนเปื้อน

นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค สธ. เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานเมื่อวันที่ 7 พ.ค.69 พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสฮันตา (Hantavirus) เชื่อมโยงกับเรือสำราญในเส้นทางแถบมหาสมุทรแอตแลนติกใต้ และมีรายงานผู้เสียชีวิต 3 ราย โดย WHO ประเมินว่าความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ เหตุการณ์ดังกล่าว ได้รับความสนใจจากนานาชาติ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการเดินทางระหว่างประเทศ และเป็นสายพันธุ์ที่มีรายงานการแพร่ระหว่างคนใกล้ชิดได้ในบางกรณี จึงมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในหลายประเทศ

นพ.มณเฑียร กล่าวว่า “ไวรัสฮันตา” เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน มีหนูและสัตว์ฟันแทะบางชนิด เป็นแหล่งรังโรคตามธรรมชาติ คนส่วนใหญ่มักติดเชื้อจากการสูดดมฝุ่นละอองที่ปนเปื้อนปัสสาวะ อุจจาระ หรือสารคัดหลั่งของหนู โดยเฉพาะในพื้นที่อับอากาศ เช่น ห้องเก็บของ โกดัง หรือบ้านร้าง

อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่ได้แพร่กระจายง่ายเหมือนโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่ เนื่องจากส่วนใหญ่ เป็นการติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อมมากกว่าการติดต่อระหว่างคนสู่คน โดยสายพันธุ์ที่มีรายงานการแพร่ระหว่างคน พบเฉพาะบางพื้นที่ในทวีปอเมริกาใต้ และยังถือว่ามีโอกาสเกิดขึ้นจำกัด

สำหรับอาการของโรคในระยะแรก มักคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้อง ก่อนที่บางรายอาจมีอาการรุนแรง เช่น ปอดอักเสบ หอบเหนื่อย หายใจล้มเหลว หรือไตวายเฉียบพลัน โดยเฉพาะกลุ่มอาการ Hantavirus Pulmonary Syndrome (HPS) ซึ่งอาจมีอัตราเสียชีวิตสูงประมาณ 30-40%

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย ปัจจุบันยังไม่เคยมีรายงานการระบาดของโรคนี้ในระบบเฝ้าระวังโรค โดยกรมควบคุมโรค ได้สั่งการให้ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศทุกแห่ง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพิ่มการเฝ้าระวังผู้เดินทางจากพื้นที่ที่มีรายงานโรค พร้อมประสานข้อมูลกับสายการบิน ท่าเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ได้แจ้งเตือนหน่วยบริการสาธารณสุขทั่วประเทศ ให้เพิ่มการคัดกรอง และสอบสวนโรค ในผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับโรค โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสัมผัสสัตว์ฟันแทะ หรือเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง

ด้าน นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แนะนำประชาชนหลีกเลี่ยงการสัมผัสหนู และสารคัดหลั่งของหนู รักษาความสะอาดบ้านเรือน และสถานที่ทำงาน เก็บอาหารในภาชนะปิดมิดชิด กำจัดขยะอย่างเหมาะสม และปิดช่องทางที่หนูสามารถเข้ามาอาศัยได้ หากจำเป็นต้องทำความสะอาดพื้นที่ที่อาจมีหนู ควรเปิดให้อากาศถ่ายเทก่อน และใช้ผ้าชุบน้ำ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดทำความสะอาด พร้อมสวมหน้ากาก และถุงมือทุกครั้ง เพื่อลดการฟุ้งกระจายของเชื้อในอากาศ

ทั้งนี้ หากมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อย หรือหอบเหนื่อยผิดปกติ หลังสัมผัสสัตว์ฟันแทะ หรือเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง ควรรีบพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง และประวัติสัมผัสสัตว์ เพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่รวดเร็ว โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

อย่าตระหนก..กรณีพบ “ไวรัสโคโรนา” ในค้างคาวที่ไทย

ส่วนกรณีการศึกษาของนักวิจัยค้างคาวมงกุฎ ในถ้ำแห่งหนึ่งใน จ.ฉะเชิงเทรา ประเทศไทย ได้ค้นพบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาที่มีความใกล้ชิดกับไวรัส SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นต้นตอของโควิด 19 นั้น อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า การค้นพบนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยให้เราเข้าใจธรรมชาติของไวรัสในสัตว์ป่าได้ดีขึ้น ช่วยให้เราเตรียมพร้อมรับมือกับโรคระบาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างรัดกุมยิ่งขึ้น

นพ.มณเฑียร กล่าวเพิ่มเติมว่า การตรวจพบไวรัสโคโรนาในค้างคาวในประเทศไทยครั้งนี้ เป็นการค้นพบทางวิชาการจากระบบเฝ้าระวังโรคตามปกติในสัตว์ป่าตามแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ที่เชื่อมระบบการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคระหว่างคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทย มีศักยภาพในการตรวจจับเชื้อโรคใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

โดยประเทศไทยมีความร่วมมือระดับนานาชาติ และมีการเฝ้าระวังทางห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานสูง ซึ่งจากการเฝ้าระวังโรคขณะนี้ยังไม่พบผู้ติดเชื้อในมนุษย์ และข้อมูลการศึกษา พบว่าเชื้อดังกล่าวมีความสามารถในการก่อโรค และแพร่กระจายต่ำกว่าโควิด 19 อย่างมาก วัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ยังมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคไม่ให้มีความรุนแรงมากขึ้น จึงมีความเสี่ยงในการระบาดต่ำ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 พ.ค. 69)