
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ร่วมเปิดงาน ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล
นายอนุทิน ระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะที่อาศัยอยู่ในชุมชน และพื้นที่ห่างไกลที่อาจมีข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด จึงได้มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน บูรณาการความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ กรมการค้าภายใน จะรับผิดชอบการบริหารโครงการ ประสานผู้ผลิต กำหนดรายการ และราคาสินค้าจำเป็น ขณะที่กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครอง สนับสนุนการคัดเลือกและประสานรถพุ่มพวง และร้านค้าชุมชนในพื้นที่ ส่วนกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด สนับสนุนเครือข่ายจุดจำหน่าย และจุดกระจายสินค้า เพื่อให้สินค้าราคาพิเศษเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย ลดภาระค่าครองชีพ : พาณิชย์รถพุ่มพวง ลดราคาช่วยประชาชน” มีเป้าหมายดำเนินการต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อให้สอดรับกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพของรัฐบาลในช่วงเดียวกัน อาทิ โครงการคนละครึ่งพลัส แต่ในระยะแรก จะดำเนินการระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม – 14 มิถุนายน 2569 รวมระยะเวลา 30 วัน นำสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น 14 รายการ จากผู้ประกอบการ 12 ราย มาจำหน่ายในราคาพิเศษผ่านช่องทางใกล้ชุมชน ทั้งรถพุ่มพวง ร้านค้าชุมชน และจุดให้บริการของไปรษณีย์ไทย เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าจำเป็นได้สะดวกขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และเพิ่มทางเลือกในการจับจ่ายสินค้าใกล้บ้าน
“รัฐบาลคาดว่าโครงการนี้ จะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนได้ไม่น้อยกว่า 280 ล้านบาท และตั้งเป้าหมายให้เกิดประโยชน์ครอบคลุมประชาชนไม่น้อยกว่า 4 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ 3 เดือน โดยหัวใจสำคัญของโครงการ คือ การนำสินค้าราคาประหยัดเข้าไปถึงพื้นที่ชุมชน ผ่านรถพุ่มพวง ซึ่งเป็นช่องทางค้าปลีกเคลื่อนที่ที่ใกล้ชิดกับประชาชนอยู่แล้ว ทำให้ประชาชนไม่ต้องเดินทางไกล ลดค่าใช้จ่าย ทั้งค่าสินค้า และค่าเดินทาง” นายกรัฐมนตรี กล่าว
พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลยืนยันว่าจะเดินหน้าดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสนับสนุนผู้ค้ารายย่อย รถพุ่มพวง และร้านค้าชุมชน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก เพื่อให้การกระจายสินค้าจำเป็นในราคาประหยัด เข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง เป็นธรรม และเกิดประโยชน์ต่อครัวเรือนทั่วประเทศ

ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ได้รับมอบหมายให้บริหารโครงการในภาพรวม ประสานผู้ผลิต กำหนดรายการสินค้า ราคาหลักเกณฑ์การดำเนินงาน และติดตามประเมินผลโครงการ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากสินค้าราคาพิเศษอย่างแท้จริง โดยสินค้าในโครงการเป็นสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน รวม 14 รายการ ซึ่งเป็นสินค้าที่ประชาชนใช้ในชีวิตประจำวัน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ครัวเรือนได้โดยตรง
สำหรับจุดจำหน่ายสินค้า ในเบื้องต้นจะมีรถพุ่มพวงทั่วประเทศ รวม 3,800 คัน จุดจำหน่ายผ่านไปรษณีย์จังหวัด และไปรษณีย์อำเภอ รวม 946 จุด และร้านค้าชุมชน 129 ร้าน ซึ่งจะเป็นเครือข่ายสำคัญในการนำสินค้าราคาพิเศษไปถึงมือประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชน หมู่บ้าน และพื้นที่ที่ประชาชนเข้าถึงห้างค้าปลีก หรือแหล่งจำหน่ายขนาดใหญ่ได้ไม่สะดวก
รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ กล่าวด้วยว่า โครงการยังสนับสนุนผู้ประกอบการรถพุ่มพวง ให้สามารถเข้าร่วมจำหน่ายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีมาตรการสนับสนุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ผ่านบัตร Fleet Card หรือ Top-up Card ของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. สำหรับรถพุ่มพวงที่ผ่านการคัดเลือก แบ่งตามขนาดรถ ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ได้รับการสนับสนุน 250 บาท/สัปดาห์ หรือ 1,000 บาท/เดือน, รถสามล้อ ได้รับการสนับสนุน 375 บาท/สัปดาห์ หรือ 1,500 บาท/เดือน และรถกระบะ ได้รับการสนับสนุน 750 บาท/สัปดาห์ หรือ 3,000 บาทต่อเดือน เมื่อมีการนำสินค้าไปจำหน่ายต่อตามขั้นต่ำที่กำหนด เพื่อช่วยลดต้นทุนการเดินรถ และสนับสนุนให้รถพุ่มพวงสามารถนำสินค้าราคาพิเศษออกไปจำหน่ายในพื้นที่ชุมชนได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการยังได้รับการสนับสนุนชุดสินค้าเริ่มต้น หรือ Starter Kit เพื่อทดลองตลาด และช่วยลดความเสี่ยงในการเริ่มจำหน่ายสินค้า โดยรถกระบะจะได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 64 ชิ้น มูลค่าประมาณ 1,800 บาท รถสามล้อได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 14 รายการ 37 ชิ้น มูลค่าประมาณ 1,000 บาท และรถจักรยานยนต์ได้รับชุดสินค้าเริ่มต้น 8 รายการ 22 ชิ้น มูลค่าประมาณ 450 บาท

ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการ จะต้องจำหน่ายสินค้าในราคาตามที่กำหนด และมีป้ายแสดงราคาจำหน่ายตามโครงการ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าจะได้รับสินค้าราคาพิเศษตามเจตนารมณ์ของโครงการ
“โครงการนี้ ไม่เพียงช่วยลดราคาสินค้าให้ประชาชน แต่ยังช่วยให้สินค้าจำเป็นเข้าถึงชุมชนได้มากขึ้น โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ไกลตลาดหรือห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ขณะเดียวกัน ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางรายได้ให้รถพุ่มพวง และร้านค้าชุมชน ซึ่งเป็นกลไกเศรษฐกิจฐานรากที่ใกล้ชิดกับประชาชน กระทรวงพาณิชย์ จะติดตามการดำเนินโครงการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด” นางศุภจี กล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 พ.ค. 69)





