
ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อ “การปรับปรุงมาตรการเพื่อยกระดับความเชื่อมั่น” จนถึงสิ้นเดือนพ.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นการทบทวนกลไกตลาดที่สำคัญหลังจากมาตรการกำกับดูแลการซื้อขายหลายเรื่องถูกนำมาใช้มาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน และถึงเวลาต้องประเมินว่าอะไรได้ผล อะไรควรปรับ และอะไรควรเพิ่มเติมให้เหมาะกับสภาพตลาดปัจจุบันมากขึ้น
เป้าหมายหลักไม่ได้อยู่แค่การ “คุมเข้ม” แต่คือการทำให้ตลาดมีคุณภาพขึ้น ลดความผันผวนที่ผิดปกติของราคา และกำกับดูแลพฤติกรรมซื้อขายที่อาจไม่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ลงทุนมั่นใจว่าตลาดมีความเป็นธรรม โปร่งใส และแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาพใหญ่ของข้อเสนอนี้ คือ การลดความผันผวนที่ผิดปกติ ซึ่งหนึ่งในมาตรการที่ถูกหยิบขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญคือการปรับโครงสร้างช่วงราคาขั้นต่ำที่ราคาหุ้นสามารถขยับขึ้นลงได้ในแต่ละครั้ง (Tick Size)
เรื่องนี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ในระบบซื้อขาย แต่ในความเป็นจริงแล้วส่งผลโดยตรงต่อทั้งต้นทุนการซื้อขาย สภาพคล่อง ความลึกของกระดาน และพฤติกรรมของผู้เล่นในตลาด
Tick Size เปรียบได้เหมือนขั้นบันไดของราคาหุ้น ถ้าขั้นบันไดห่างเกินไป ราคาหุ้นจะขยับได้ไม่ละเอียด นักลงทุนที่อยากซื้อหรือขายในราคากลาง ๆ อาจทำไม่ได้ ต้องกระโดดไปอีกขั้นทันที เช่น หุ้นราคา 20 บาท หาก Tick Size อยู่ที่ 0.10 บาท การขยับขึ้นหนึ่งช่องเท่ากับ 0.50% ของราคา
แต่ถ้าลด Tick Size เหลือ 0.05 บาท การขยับหนึ่งช่องจะเหลือเพียง 0.25% ทำให้ราคาซื้อขายแคบลงขึ้น การตั้งราคามีความละเอียดมากขึ้น และส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อกับราคาเสนอขายมีโอกาสแคบลง
จากข้อเสนอ ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญกับหุ้นในช่วงราคาประมาณ 10-25 บาทเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงที่มี Tick Size-to-Price ค่อนข้างกว้างเมื่อเทียบกับตลาดอื่น มีสัดส่วนหุ้นที่ถูกจำกัดด้วย Tick Size สูง และมีผู้ลงทุนรายย่อยกลุ่ม Day Trade เข้ามาซื้อขายไม่น้อย
หมายความว่า หาก Tick Size กว้างเกินไป หุ้นกลุ่มนี้อาจมีต้นทุนการซื้อขายสูงโดยไม่จำเป็น และราคาอาจเคลื่อนไหวเป็นช่วง ๆ แบบกระโดดมากกว่าที่ควรจะเป็น
ข้อเสนอใหม่จึงไม่ได้ปรับเฉพาะช่วง 10-25 บาทเท่านั้น แต่ขยายให้โครงสร้างราคาลื่นขึ้นตั้งแต่หุ้นราคา 5-10 บาท และ 25-50 บาทด้วย เพื่อให้ Tick Size-to-Price มีความต่อเนื่องมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น เดิมหุ้นราคา 12 บาท อาจมี Tick Size 0.10 บาท หรือคิดเป็นประมาณ 0.83% ของราคา หากปรับเป็น 0.05 บาท การขยับหนึ่งช่องจะเหลือเพียงประมาณ 0.42% นักลงทุนจึงสามารถตั้งราคาได้ละเอียดขึ้น ส่วนต่างราคาซื้อขายมีโอกาสแคบลง และการจับคู่คำสั่งซื้อขายอาจเกิดขึ้นได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม
ในมุมของนักลงทุนรายย่อย มาตรการนี้อาจช่วยลดต้นทุนการเข้าออก โดยเฉพาะคนที่ซื้อขายบ่อย เพราะต้นทุนไม่ได้มีแค่ค่าคอมมิชชัน แต่ยังรวมถึงส่วนต่างระหว่างราคา Bid กับ Offer ด้วย สมมติหุ้นตัวหนึ่งมีราคาเสนอซื้อ 20.00 บาท และเสนอขาย 20.10 บาท หากต้องซื้อที่ 20.10 บาท แล้วขายกลับที่ 20.00 บาท นักลงทุนจะเสียส่วนต่างทันที 0.10 บาทต่อหุ้น
แต่ถ้า Tick Size ลดลงและกระดานเปลี่ยนเป็น Bid 20.00 Offer 20.05 ต้นทุนส่วนต่างจะลดลงครึ่งหนึ่ง สำหรับคนที่ซื้อขายหลักหมื่นหรือหลักแสนหุ้น ผลต่างนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก
เมื่อมองภาพรวม มาตรการลด Tick Size มีเป้าหมายที่ต้องการให้ราคาหุ้นที่ขยับมีความละเอียดขึ้น ซื้อขายง่ายขึ้น และลดต้นทุนให้ผู้ลงทุน
ในภาพใหญ่ การปรับปรุงมาตรการครั้งนี้สะท้อนว่าตลาดทุนไทยกำลังพยายามยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการซื้อขายให้ทันกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ตลาดที่ดีไม่ใช่ตลาดที่ราคาขึ้นอย่างเดียว แต่ต้องเป็นตลาดที่ผู้ลงทุนเชื่อว่าราคาสะท้อนจากอุปสงค์และอุปทานจริง มีต้นทุนที่เหมาะสม มีระบบที่รองรับพฤติกรรมการซื้อขายสมัยใหม่ และมีมาตรการป้องกันการใช้ประโยชน์จากช่องว่างของระบบ
มาตรการเหล่านี้อาจไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นดีขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เป็นการปรับกลไกเล็ก ๆ ที่มีผลต่อความเชื่อมั่นระยะยาว เหมือนการปรับระบบถนนให้เลนชัดขึ้น สัญญาณไฟเหมาะสมขึ้น
ตลาดหุ้นก็เช่นกัน เมื่อระบบซื้อขายยุติธรรม ลื่นไหล และตรวจสอบพฤติกรรมผิดปกติได้ดีขึ้น ความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนก็มีโอกาสค่อย ๆ กลับมาแข็งแรงมากขึ้นตามไปด้วย
ธิติ ภัทรยลรดี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (15 พ.ค. 69)




