
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยภาพรวมตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ เข้าไทยแล้วกว่า 8.24 ล้านคน โดยตลาดเอเชียตะวันออกยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ นำโดยตลาดจีนที่ยังครองแชมป์เข้าไทยสูงสุด และเป็นตลาดหลักที่เติบโตสูงสุดในภูมิภาคถึง 18.79% ขณะที่อินเดีย ไต้หวัน เมียนมา และฟิลิปปินส์ มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงหนุนจากเทศกาลวันหยุด กระแสคอนเสิร์ต และการส่งเสริมการตลาดเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ และกลุ่มความสนใจพิเศษของ ททท.

น.ส.ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท. กล่าวว่า ภาพรวมตลาดนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (เอเชียและแปซิฟิกใต้) ระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-16 พ.ค. 69 มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 8.24 ล้านคน โดยภูมิภาคเอเชียตะวันออก มีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสม 3.73 ล้านคน ขณะที่ภูมิภาคอาเซียน เอเชียใต้ และแปซิฟิกใต้ มีนักท่องเที่ยวสะสมรวม 4.50 ล้านคน ท่ามกลางปัจจัยด้านเศรษฐกิจและการแข่งขันด้านการเดินทางภายในภูมิภาคที่ยังคงเข้มข้น
สำหรับ 5 อันดับตลาดนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยมากที่สุด ได้แก่ 1. สาธารณรัฐประชาชนจีน 2.15 ล้านคน 2. มาเลเซีย 1.46 ล้านคน 3. อินเดีย 0.94 ล้านคน 4. เกาหลีใต้ 0.51 ล้านคน และ 5. ไต้หวัน 0.41 ล้านคน
โดย ททท. พร้อมเดินหน้ากระตุ้นตลาดอย่างต่อเนื่อง ผ่านการส่งเสริมการเดินทางในช่วงวันหยุดและฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญ เพื่อรักษาโมเมนตัมการเดินทางและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดย ททท. คาดว่าตลอดปี 69 มีนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้เดินทางเข้าประเทศไทยรวมประมาณ 21.87 ล้านคน
ส่วนตลาดนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-16 พ.ค. 69 ได้แก่
- ตลาดจีน มีอัตราเติบโตสูงสุด โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยแล้ว 2,151,861 คน เติบโต 18.79% หรือเพิ่มขึ้นกว่า 340,000 คนจากปีก่อน ถือเป็นตลาดที่ขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคอย่างชัดเจน โดยมีเที่ยวบินและจำนวนที่นั่งเข้าสู่ประเทศไทยยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
เช่นเดียวกับไต้หวัน ที่ยังคงรักษาทิศทางการเติบโตในระดับบวก โดยมีนักท่องเที่ยวสะสม 410,785 คน เพิ่มขึ้น 3.68% และเป็นตลาดที่มีสัดส่วนนักท่องเที่ยวแบบ FIT และ Repeat Visitor สูง
โดยทั้ง 2 ประเทศได้รับแรงหนุนจากช่วงวันหยุดยาวเทศกาลตรุษจีนในเดือนก.พ. 69 รวมทั้งผลจากการเปลี่ยนจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว (Shift Destination) จากประเทศญี่ปุ่น
- ตลาดอินเดีย ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในฐานะตลาดศักยภาพขนาดใหญ่ โดยมีนักท่องเที่ยวสะสมจำนวน 941,331 คน เพิ่มขึ้น 8.80%
- ตลาดเมียนมา ยังเติบโตดี โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยสะสมจำนวน 291,913 คน เพิ่มขึ้น 24.47% ส่วนใหญ่เดินทางมาเพื่อรักษาพยาบาล ศึกษาต่อ และติดต่อธุรกิจ แม้จะมีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์ภายในประเทศ แต่ยังเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง
- ตลาดฟิลิปปินส์ ยังเติบโตดี มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยแล้วจำนวน 244,375 คน เพิ่มขึ้น 2.21% และประเทศไทยยังคงติดอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยม 1 ใน 10 ของนักท่องเที่ยวฟิลิปปินส์ สะท้อนศักยภาพของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางสำคัญของภูมิภาคเอเชีย
สำหรับปัจจัยสนับสนุนการเดินทางในช่วงนี้มาจากการเดินหน้าทำตลาดเชิงรุกที่มุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่มความสนใจพิเศษ อาทิ กลุ่ม Incentive, Golf, Wellness และ Couples ควบคู่กับการดำเนินโครงการกระตุ้นตลาดต่างประเทศ Thailand Summer Blast ที่สนับสนุน Air Connectivity ผ่านเที่ยวบินเช่าเหมาลำ และการทำตลาดผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์

นอกจากนี้ กระแสการเดินทางเพื่อเข้าร่วมคอนเสิร์ต แฟนคอน และแฟนมีตของศิลปิน K-pop และ T-pop ในประเทศไทย ยังเป็นอีกแรงหนุนสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มแฟนคลับจากประเทศอาเซียน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง และจีน ซึ่งเป็นตลาดแฟนคลับขนาดใหญ่และมีกำลังใช้จ่ายสูง ขณะเดียวกัน นโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงการขยายช่วงวันหยุดยาวของประเทศตลาดหลักอย่างจีน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการออกเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย
จับตา Q3/69 ส่อแววแข่งเดือด เร่งปรับกลยุทธ์สู่ Value-driven Growth
ทั้งนี้ ททท. ประเมินว่า ในช่วงไตรมาส 3/69 ตลาดระยะใกล้มีแนวโน้มทรงตัวถึงขยายตัวเล็กน้อย จากแรงหนุนของช่วงวันหยุด School Holidays ของหลายประเทศอาเซียนในช่วงเดือนพ.ค.-ส.ค. รวมถึงช่วง Summer Holiday ของตลาดสำคัญ โดยเฉพาะตลาดจีน อย่างไรก็ตาม การปรับตัวสูงขึ้นของราคาบัตรโดยสาร มีแนวโน้มทำให้นักท่องเที่ยวเลือกเดินทางระยะใกล้หรือภายในภูมิภาคมากขึ้น ส่งผลให้การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคยิ่งทวีความเข้มข้น
ดังนั้น ททท. เห็นว่า ภายใต้บริบทดังกล่าว ช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. 69 จะเป็นจังหวะสำคัญของประเทศไทยในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและช่วงชิง Capacity ด้วยการปรับกลยุทธ์จากแนวคิด Volume Recovery สู่ Value-driven Growth ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ยังมีศักยภาพในการเดินทาง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว ที่จะช่วยกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนต่อไป

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 พ.ค. 69)




