7-11 ส่อสะเทือนระยะสั้น”ไทยช่วยไทย พลัส”ดึงยอดขาย แต่โบรกเชื่อไม่กระทบโครงสร้าง CPALL

ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุว่า ฝ่ายวิเคราะห์ฯยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ บมจ.ซีพี ออลล์ [CPALL] หลังเข้าร่วมประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 69 และมองว่าราคาหุ้นที่อาจปรับตัวลงจากอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่ลดลงในไตรมาส 2-3/69 จะเป็นโอกาสเข้าสะสมหุ้น ในระยะสั้นนักลงทุนอาจลังเล เนื่องจาก SSSG QTD ในไตรมาส 2/69 ของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ (CVS) ดูจะต่ำกว่า +1.9% ในไตรมาส 1/69 แม้จะได้แรงหนุนจากอากาศร้อน

นอกจากนี้ โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” อาจกดดันยอดขายเพิ่มเติม โครงการนี้น่าจะส่งผลกระทบมากกว่าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่ออกมาในช่วงปลายปี 68 จากขนาดที่ใหญ่กว่าและระยะเวลานานกว่า ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านต้นทุน (ต้นทุนบรรจุภัณฑ์, โลจิสติกส์ และค่าไฟฟ้า) จะส่งผลลบต่อ sentiment เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้มองเป็นแค่ปัจจัยลบชั่วคราว ไม่ใช่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง

ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ระบุว่า ปัจจัยลบเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มในระยะกลางของ CPALL โดยโครงการร่วมจ่ายของภาครัฐมีระยะเวลาจำกัด และไม่คิดว่าจะมีเฟสถัดไปในอนาคต เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านการคลัง ส่วนต้นทุนที่สูงขึ้นอาจกดดันกำไรในไตรมาส 2-3/69 แต่เชื่อว่าราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าจะไม่อยู่ในระดับสูงตลอดไป

บวกกับ CPALL ยังมีเครื่องมือในองค์กรที่สามารถช่วยป้องกันอัตรากำไร ดังนั้น ถึงแม้กำไรในระยะสั้นจะน่าผิดหวัง แต่ราคาหุ้นน่าจะปรับตัวลงไม่มากและแค่ในช่วงเวลาสั้น จึงเชื่อว่านักลงทุนควรมองข้ามแรงกดดันชั่วคราวและหันไปเน้นการฟื้นตัวที่แข็งแกร่งหลังจากนี้ อย่างไตรมาส 4/69 ที่บริษัทจะได้ประโยชน์จากฐานที่ต่ำจากโครงการคนละครึ่งช่วงปลายปี 68 และในปี 70 ที่น่าจะได้ประโยชน์จากฐานต่ำช่วงโครงการไทยช่วยไทยในปี 69

ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI เชื่อว่า ตลาดยังคงประเมินความสามารถของ CPALL ในการสร้างรายได้จากเครือข่ายร้าน 7-Eleven ผ่านการจัดโปรโมชั่นของซัพพลายเออร์ต่ำเกินไป โดยในช่วงที่การบริโภคซบเซา เจ้าของแบรนด์สินค้ามีแนวโน้มจะเลือกทุ่มงบทำโปรโมชั่นผ่านช่องทางที่มีการเข้าถึง, การมองเห็น และสามารถแปลงเป็นยอดขายได้มากที่สุด ซึ่งเครือข่ายร้าน 7 Eleven ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศทำให้ CPALL ได้เปรียบในเรื่องนี้อย่างชัดเจน จึงช่วยหนุนให้สัดส่วนรายได้อื่น/รายได้จากการขายของ CVS เพิ่มจาก 6.0-6.1% ในปี 61-62 เป็น 6.4-6.6% ในปี 68-ไตรมาส 1/69 ดังนั้นหากรายได้จากโปรโมชั่นที่ได้รับการสนับสนุนจากซัพพลายเออร์เริ่มถูกมองว่าเป็นแหล่งรายได้หลักไม่ใช่แค่รายได้เสริมของธุรกิจค้าปลีก เชื่อว่า CPALL อาจมีการประเมินมูลค่าสูงขึ้น

ทั้งนี้ แม้จะปรับลดสมมติฐาน SSSG ในปี 69 สะท้อนผลกระทบจากโครงการร่วมจ่ายของภาครัฐ แต่รายได้อื่นที่เพิ่มขึ้นทำให้ปรับประมาณการกำไรในปี 69-71 ขึ้น 2.8-6.3% ส่งผลให้ราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 61.50 บาท นอกจากนี้ยังแนะนำ “ซื้อ” CPALL เพราะบริษัทมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและกำไรสุทธิมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

ดังนั้น หากราคาหุ้นปรับตัวลงจากปัจจัยลบในระยะสั้น มองว่าเป็นโอกาสเข้าสะสมหุ้น ทั้งนี้มองว่า CPALL มี downside risk หาก SSSG ของ CVS อ่อนตัวกว่าคาดและต้นทุนเพิ่มสูงกว่าคาด ส่วนปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนคือ การที่แรงกดดันด้านต้นทุนลดลงและรายได้อื่นเติบโตสูงขึ้น

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ค. 69)