Power of The Act: การเปิดเสรีและเปลี่ยนผ่านพลังงานมาตรฐาน OECD

มติชนออนไลน์ รายงานว่าเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะผู้แทนไทย เข้าหารือกับ ดร.ฟาติห์ บิรอล ผู้อำนวยการบริหารขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency หรือ “IEA”) ประเทศไทยให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับ IEA ในฐานะประเทศ Association Country ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับมาตรฐานด้านพลังงานของไทยให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล และสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ Organization for Economic Co-operation and Development หรือ “OECD” ของไทยในระยะต่อไป จากข่าวข้างต้น ผู้เขียนจึงตั้งคำถามว่ารัฐบาลจะ “ถอย” จากสิ่งที่ได้ประกาศแล้วได้หรือไม่ ระบบกฎหมายมีศักยภาพที่จะเหนี่ยวรั้งการเปลี่ยนท่าทีหรือเจตจำนงทางการเมืองของรัฐหรือไม่ หากรัฐบาลจริงจังและจริงใจกับการปฏิรูปภาคพลังงานและเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานตามมาตรฐานของ OECD แล้วรัฐบาลต้องดำเนินการอย่างไรและระบบกฎหมายมีศักยภาพที่จะรองรับความจริงจังและจริงใจนี้หรือไม่ ตัวบทกฎหมายที่สำคัญได้แก่ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 และแนวทางการใช้อำนาจกำกับดูแลการประกอบกิจการพลังงานตามกฎหมายดังกล่าวยังอาจมีข้อจำกัดในการทำให้ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD

ห้ามถอยจากสิ่งที่ได้แถลง

กรอบการพิจารณาการเข้าเป็นสมาชิก OECD (Framework for the Consideration of Prospective Members) มาตรฐานการรับประเทศเข้าเป็นสมาชิกใหม่จะถูกพิจารณาผ่าน 5 เกณฑ์หลัก ได้แก่ สถานะความพร้อมของประเทศ (State of Readiness) ในการบริหารภาครัฐและเศรษฐกิจ, ความมุ่งมั่นต่อค่านิยมของ OECD และพันธกรณีสมาชิก (Country’s commitment to OECD values and Membership Obligations), กรอบโครงสร้างเชิงสถาบัน (Institutional Framework) ที่เข้มแข็ง, ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญ (Key Economic Indicators) และการมีส่วนร่วมกับ OECD (Relations with the OECD) จากเกณฑ์การประเมินทั้ง 5 หลักเกณฑ์ จะเห็นได้ว่าไม่มีการระบุถึงองค์ประกอบในด้านพลังงานไว้เป็นเกณฑ์โดยตรง

อย่างไรก็ตาม แม้กรอบการพิจารณาการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะไม่ได้มีข้อกำหนดให้ประเทศที่ประสงค์จะเข้าเป็นสมาชิก OECD ต้องดำเนินการปฏิรูปหรือเปลี่ยนผ่านภาคพลังงาน อ้างอิงจากรายงานสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เรื่อง “การเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ความคืบหน้าและแนวทางเตรียมความพร้อม” ในขั้นตอนการประเมินเชิงลึกทางเทคนิคโดยคณะกรรมการของ OECD (Technical Reviews) นั้น การประเมินในภาคสิ่งแวดล้อมโดย Environment Policy Committee มิติหลักที่เกี่ยวข้องกับนโยบายทางด้านพลังงาน เช่น ด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อมและการฟื้นฟูสีเขียว (Green Recovery) ซึ่งมาตรฐานของ OECD กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องเร่งขับเคลื่อนมาตรการความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยในแผนงานความร่วมมือยังมีหัวข้อสำคัญอย่างการส่งเสริมการเงินและการลงทุนเพื่อพลังงานสะอาด (Enabling Clean Energy Financing and Investment)

ในเอกสารข้อมูลเชิงลึกด้านกฎระเบียบจากดัชนีชี้วัด PMR ของ OECD ออกโดยฝ่ายเศรษฐศาสตร์ของ OECD ในการประเมินในภาคเศรษฐศาสตร์โดย Economic and Development Review Committee กำหนดการปรับกฎระเบียบเพื่อรับนวัตกรรมและเทคโนโลยีสีเขียว (New Regulatory Developments Related to Green Technologies) ตลาดเสรีต้องยืดหยุ่นและรองรับทิศทางพลังงานสะอาดแห่งอนาคต การเปลี่ยนผ่านสู่แหล่งพลังงานที่สะอาดขึ้นกำลังถูกผลักดันตามทิศทางกระแสโลก ทำให้เกิดความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงวิธีการกำกับดูแลตลาดพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน (Decarbonisation) งานวิจัยเชิงประจักษ์แสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมการแข่งขันในภาคพลังงานสามารถกระตุ้นการลงทุนในเทคโนโลยีสีเขียวและพลังงานหมุนเวียนได้ ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์ประเทศในกลุ่ม OECD 17 ประเทศ ตั้งแต่ปี 1985 ถึง 2017 พบว่าการเปิดเสรีอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติช่วยเพิ่มการลงทุนในนวัตกรรมสีเขียว สำหรับภาคไฟฟ้า

หากรัฐบาลไทยจะเตรียมตัวและแสดงความพร้อมในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่รัฐบาลจะต้องตรวจสอบดูว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปและเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทยมีศักยภาพพอที่จะบอกกับ OECD ได้หรือไม่ว่ากฎหมายไทยมีความพร้อมหรือจะต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับมาตรการก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และสนับสนุนพลังงานสะอาด เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจสีเขียวของ OECD โดยในแผนงาน OECD-Thailand Country Programme ระยะที่ 2 มีหัวข้อการดำเนินงาน “Enabling Clean Energy Financing and Investment”

สิ่งที่กฎหมายควรตอบตั้งแต่แรกคือมีข้อกฎหมาย “ภายใน” ของประเทศไทยซึ่งมีผลบังคับต่อรัฐบาลที่บังคับให้รัฐต้องปฏิรูปและเปลี่ยนผ่านพลังงาน เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569 คณะรัฐมนตรีได้แถลงต่อรัฐสภา มีการแถลงถึงการส่งเสริมและสนับสนุนการ “ใช้พลังงานสะอาด” ควบคู่กับการวางรากฐานการปรับโครงสร้างตลาดพลังงานไปสู่การเปิด “ตลาดไฟฟ้าเสรี” สิ่งคณะรัฐมนตรีได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาแล้ว มาตรา 164 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บัญญัติว่า “คณะรัฐมนตรีต้องดำเนินการตาม”

กล่าวได้ว่ารัฐธรรมนูญสามารถทำหน้าที่เป็นหลักประกันทางกฎหมายว่ารัฐบาลจะ “ถอย” จากการปฏิรูปภาคพลังงานเพื่อเปิดเสรีและเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ หากพิจารณาตามคำแถลงดังกล่าว ประเทศไทยเองก็ดูจะมีแนวโน้มที่จะปรับตัวไปตามแนวทางมาตรฐานของ OECD ซึ่งเน้นการเปิดเสรีและสร้างการแข่งขันในตลาดพลังงาน

เปิดเสรีภาคพลังงานตามมาตรฐาน OECD ต้องก้าวข้าม ESB

เมื่อรัฐบาลไทยประสงค์จะเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี จึงจำเป็นต้องถามต่อว่าเสรีนี้วัดอย่างไรเสรีต้องอยู่ในระดับใดและรัฐบาลต้องทำอะไร หากพิจารณาจากมุมมองของ OECD แล้ว การ “เปิดเสรี (Liberalization)” และสร้าง “การแข่งขัน (Competition)” ในตลาดพลังงานตามมาตรฐานของกลุ่มประเทศ OECD นั้น ไม่ใช่แค่การอนุญาตให้เอกชนผลิตไฟฟ้าเพื่อนำมาขายกลับให้รัฐ (Single-Buyer Mffodel) หรือการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ (Privatization) เพียงอย่างเดียว แต่ความหมายที่แท้จริงตามเกณฑ์ชี้วัด Product Market Regulation (PMR) ของ OECD คือการ “รื้อโครงสร้างการผูกขาดทั้งวงจร” เพื่อให้เกิดตลาดที่ผู้ซื้อและผู้ขายสามารถตกลงราคากันได้เอง

การส่งเสริมการแข่งขันในภาคพลังงานตามมุมมองของ OECD นั้น ไม่ได้สิ่งที่เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลประกาศให้มีการแข่งขัน แต่รัฐบาลต้องดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างกิจการพลังงานและดำเนินการบังคับแยกกิจการอย่างเด็ดขาด เอกสารของ OECD ชี้ให้เห็นว่ากิจการพลังงานแบ่งเป็นส่วนที่แข่งขันได้ (การผลิตและการค้าปลีก) และส่วนที่เป็น “การผูกขาดโดยธรรมชาติ” เช่น โครงข่ายไฟฟ้าหรือท่อก๊าซ การเปิดเสรีที่แท้จริงบังคับให้ต้องแยกโครงข่ายสายส่ง (Transmission) และระบบจำหน่าย (Distribution) ออกจากกิจการจัดหาหรือผลิต (Generation) และการค้าปลีก (Retail) อย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริหารโครงข่ายสายส่ง กีดกันผู้ผลิตรายใหม่ หรือเลือกปฏิบัติเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่โรงไฟฟ้าที่เป็นบริษัทในเครือของตนเอง

ปัจจุบัน โครงสร้างกิจการไฟฟ้าของประเทศไทยยังคงใช้รูปแบบ “ระบบผู้รับซื้อรายเดียว” (Enhanced Single Buyer หรือ “ESB”) ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2546 (ครั้งที่ 95) กำหนดให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ดำเนินการผลิตและส่งไฟฟ้า และเป็นผู้ซื้อไฟฟ้ารายเดียว (Single buyer) ส่งกระแสไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้า ฝ่ายจำหน่าย คือ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งระบบดังกล่าวยังไม่มีการแยกส่วนกิจการออกจากกันอย่างเด็ดขาด ตามแนวทางการเปิดเสรีของ OECD ตัวบทกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ มาตรา 9 ประกอบมาตรา 6(1) แห่งพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 ยังบัญญัติให้ กฟผ. เป็นทั้งผู้ผลิตและจำหน่ายได้ ในขณะที่ถือกรรมสิทธิ์ระบบโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อดำเนินการจัดส่งไฟฟ้าให้แก่ กฟภ. และ กฟน. จึงเป็นกฎหมายที่รองรับโครงสร้างกิจการแบบที่ไม่มีการแยกส่วนของการประกอบกิจการตามแนวทางของ OECD

TPA ตามมาตรฐาน OECD ต้องไว้ใจตลาด

ตาม PMR ของ OECD การบริหารจัดการโครงข่ายพลังงาน ต้องมีกฎหมายรับรองให้บุคคลที่สาม (บริษัทเอกชนรายอื่นที่มิได้เป็นเจ้าของระบบโครงจ่าย) สามารถเข้าถึงและใช้โครงข่ายไฟฟ้าหรือท่อก๊าซได้ ในเงื่อนไขและราคาที่เป็นธรรม โปร่งใส และถูกกำกับดูแลโดยองค์กรอิสระ เพื่อให้ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหม่ ๆ สามารถส่งไฟฟ้าไปถึงมือผู้บริโภคได้ (ระบบ Third-Party Access หรือ “TPA”) ระบบ TPA เป็นสิ่งที่มีลายลักษณ์อักษรแล้วตามมาตรา 81 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 แต่ในทางปฏิบัติสิทธินี้ยังไม่ถูกบังคับใช้อย่างแท้จริง เนื่องจากสิทธิในการใช้หรือเชื่อมต่อระบบโครงข่ายพลังงานตามมาตรา 81 ดังกล่าวนั้นต้องเป็นไปตาม “ข้อกำหนดที่ผู้รับใบอนุญาตที่มีระบบโครงข่ายประกาศกำหนด”

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็น เรื่อง “ร่างข้อกำหนดการเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access Code หรือ “ร่าง TPA Code”) เพื่อให้เป็นไปตามแผนปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2564 ที่ได้กำหนดให้มีการส่งเสริมกิจการไฟฟ้าเพื่อเพิ่มการแข่งขันและปฏิรูปโครงสร้างการบริหารกิจการไฟฟ้า และเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การเปิดให้ใช้และเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม เพื่อการรับและส่งหน่วยไฟฟ้าผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้า

ข้อ 7.1.1 ของร่าง TPA Code กำหนดว่า ผู้ใช้บริการหรือผู้เชื่อมต่อต้องเป็นผู้ประกอบกิจการไฟฟ้าตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการพลังงาน และข้อ 7.2.1 ของร่าง TPA Code ซึ่งระบุว่า “ผู้ให้บริการจะประกาศศักยภาพระบบโครงข่ายไฟฟ้า และวิธีการจัดสรรศักยภาพระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Capacity Allocation) และจัดสรรศักยภาพระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Capacity Allocation) โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อการให้บริการผู้ใช้ไฟฟ้า ผู้เชื่อมต่อ ผู้ใช้บริการ และสัญญาซื้อขายไฟฟ้าหรือข้อผูกพันการใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้ากับภาครัฐ” ตามตัวอักษรนี้หากรัฐบาลไปลงนามในสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าถ่านหินและโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเอาไว้แล้วและได้ใช้ศักยภาพโครงข่ายแล้ว สิทธิของผู้ประกอบกิจการรายใหม่ที่จะได้รับการจัดสรรสิทธิในการเข้าถึงแล้วใช้โครงข่ายย่อมมา “ทีหลัง” และอาจไม่ได้รับการจัดสรรสิทธิ

ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องสามารถเลือกคนขายไฟฟ้าได้

ตาม PMR ของ OECD การเปิดเสรีตลาดค้าปลีกและการยกเลิกการควบคุมราคา เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเลือกผู้ให้บริการของตนได้ เป็นขั้นตอนหนึ่งไปสู่การเปิดเสรีตลาดอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อการแข่งขันพัฒนาไปจนถึงระดับที่เพียงพอแล้ว จึงดำเนินการขั้นตอนต่อไปคือการทยอยยกเลิกการควบคุมราคาขายปลีก ฐานข้อมูล PMR ระบุว่า ประมาณ 59% ของประเทศที่เปิดเสรีตลาดค้าปลีกไฟฟ้า ได้ยกเลิกการควบคุมราคาโดยสิ้นเชิงแล้ว หากรัฐยังคงควบคุมหรือตรึงราคาอ้างอิง (Protected Tariffs) ไว้ในระดับที่ต่ำเกินไป บริษัทใหม่ ๆ จะไม่สามารถเข้ามาแข่งขันด้านราคาได้ และจะทำให้ผู้บริโภคขาดแรงจูงใจในการย้ายไปใช้ผู้ให้บริการรายใหม่ กลไกการแข่งขันจึงไม่เกิดขึ้นจริง

ประเทศไทยเริ่มต้นทยอยเปิดเสรีในตลาดค้าปลีกไฟฟ้าภายใต้นโยบาย Independent Power Supply หรือ “IPS” คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 เห็นชอบ “แนวทางการดำเนินการสำหรับกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีการผลิตไฟฟ้าใช้เองหรือเพื่อจำหน่ายระหว่างเอกชน” ในกรณีที่ผู้ใช้ไฟฟ้าจะเลือกซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเอกชนที่ผลิตไฟฟ้า (ยกเว้น Rooftop) ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชน (Private PPA) นั้นจะไม่สามารถขอรับใบอนุญาตได้เนื่องจาก กพช. มีมติให้ กกพ. ชะลอการรับคำขออนุญาตของผู้ประกอบกิจการไฟฟ้ากลุ่มนี้เอาไว้เป็นการชั่วคราวซึ่งเป็นอุปสรรคต่อตลาดค้าปลีกตามแนวทางของ OECD

คุณภาพข้อมูลที่ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องเข้าถึงได้ตามมาตรฐาน OECD

ตาม PMR ของ OECD การให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ (Access to information for consumers) แม้ว่าการเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเลือกผู้ให้บริการของตนได้นั้น จะเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาการแข่งขัน แต่การศึกษาจากสวีเดน เดนมาร์ก และญี่ปุ่น แสดงให้เห็นว่าอุปสรรคต่าง ๆ เช่น ต้นทุนในการค้นหาข้อมูลที่สูง ความตระหนักรู้ที่ต่ำ และขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน ทำให้ผู้บริโภคไม่อยากเปลี่ยนผู้ให้บริการ แม้ว่าจะมีข้อเสนอที่แข่งขันได้ดีกว่าในตลาดก็ตาม เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ง่าย บิลค่าไฟฟ้าควรระบุอัตราค่าไฟฟ้าที่จ่ายและปริมาณการใช้ไฟฟ้ารวมต่อปี รวมถึงแสดงให้เห็นปริมาณการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาต่างๆ ของวันด้วย สิ่งนี้ควรได้รับการสนับสนุนโดยการติดตั้งใช้งานสมาร์ทมิเตอร์ (Smart meters) ซึ่งช่วยให้สามารถจัดเก็บข้อมูลการใช้งานจริงได้ และทำให้บิลสามารถแสดงผลการใช้ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริงได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ผู้บริโภคควรสามารถเข้าถึงเครื่องมือออนไลน์ที่เป็นกลาง เพื่อใช้ค้นหาและเปรียบเทียบข้อเสนอขายปลีกที่มีอยู่ได้ สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการให้บริการพลังงานของไทยนั้น คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานได้ออกประกาศ เรื่อง คำประกาศสิทธิผู้ใช้บริการไฟฟ้า พ.ศ. 2565 กำหนดให้ผู้ใช้บริการไฟฟ้ามีสิทธิการเข้าถึงข้อมูลการใช้บริการไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น ข่าวสารที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับการให้บริการไฟฟ้าเพื่อที่จะได้ รับทราบข้อมูลที่เป็นจริงเกี่ยวกับเงื่อนไขการให้บริการไฟฟ้า มาตรฐานคุณภาพการให้บริการ ความเป็นธรรม, ขอตรวจสอบการคิดค่าไฟฟ้า และขอข้อมูลประวัติการใช้ไฟฟ้าของตนเอง ซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้ถูกเขียนไว้ในบิลค่าไฟฟ้าในไทยแต่อย่างไร อีกทั้งในส่วนของรายละเอียดของข้อมูลที่ใช้สิทธิเข้าถึงได้นั้นยังไม่เทียบเท่ามาตรฐานของ OECD เช่น ปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ในแต่ละช่วงเวลาของวัน

แม้ประเทศไทยจะมีการกำหนดเป้าหมายในการก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571 ประกอบกับคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการส่งเสริมพลังงานสะอาดและการเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี และแม้จะได้ความร่วมมือจาก IEA ที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนประเทศไทยและการที่รัฐบาลถูกมาตรา 164 ของรัฐธรรมนูญบังคับให้ต้องดำเนินการเปิดเสรีภาคพลังงานตามที่ได้แถลงต่อรัฐสภาแล้ว แต่หากรัฐบาลประสงค์จะเปิดเสรีภาคพลังงานตามมาตรฐาน OECD ต้องก้าวข้าม ESB ตามมติคณะรัฐมนตรีที่มีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 และต้องแยกส่วนการประกอบกิจการผลิตและค้าปลีกออกจากกิจการระบบโครงข่าย ในส่วนของ TPA นั้นแม้จะมีมาตรา 81 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 แล้ว แต่ศักยภาพโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับผู้ประกอบกิจการรายใหม่นั้นอาจเหลืออยู่อย่างจำกัดเนื่องจากถูกโรงไฟฟ้าฟอสซิลจองสิทธิการใช้เอาไว้แล้ว ระบบใบอนุญาตนั้นแม้จะมีอยู่ตามกฎหมาย แต่รัฐกลับมีแนวทางการที่จะชะลอมิให้มี Private PPA และแม้ กกพ. จะมีการประกาศรับรองสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ข้อมูลที่ได้ตามคำประกาศสิทธินี้ยังขาดคุณภาพตามมาตรฐานของ OECD

ผศ.ดร.ปิติ เอี่ยมจำรูญลาภ ผู้อำนวยการหลักสูตร LL.M. (Business Law)

หลักสูตรนานาชาติ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 พ.ค. 69)