PoliticalView: ถอดรหัส 3 โมเดล สสร. เดินหน้านับหนึ่งแก้รัฐธรรมนูญ (อีกครั้ง)

ตัวเลข 21,621,638 คน หรือคิดเป็นเกือบ 59% ของผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ เมื่อวันเลือกตั้งที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนว่า “อาณัติสัญญาณ” จากประชาชนที่ต้องการเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทว่าในมิติทางการเมือง ด่านหินที่แท้จริงไม่ใช่คำถามที่ว่า “จะแก้หรือไม่” แต่กลับเป็นถูกตั้งคำถามว่า “รัฐธรรมนูญจะแก้ผ่านกลไกใด และใครจะเป็นถือธงนำครั้งนี้”

เมื่อ 3 พรรคการเมืองใหญ่ที่มีฐานเสียงสูงสุดจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ไล่เลียงจากพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย ต่างตื่นตัวยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภา แม้ทุกฝ่ายจะมี “จุดร่วม” ที่จะขับเคลื่อนผ่านกลไกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) และและกำหนดไทม์ไลน์ยกร่างประมาณ 300-360 วัน เพื่อหวังให้รัฐธรรมนูญคลอดออกมา แต่ก็ยังเห็น การชิงไหวชิงพริบที่ต้องการเป็นพรรคหลักที่จะมีส่วนกำหนดทิศทางและหน้าตาของกฏหมายสูงสุดของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่าง ทั้งในเรื่องที่มาของ สสร. ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน อำนาจของรัฐสภาในการคัดเลือก สสร. อำนาจของ สว. ขอบเขตการแก้ไขเนื้อหารัฐธรรมนูญ

 

*เปิดเนื้อหาร่างแก้ไขรธน.ฉบับภูมิใจไทย ชูโมเดล สสร. 100 คน

เริ่มจากพรรคภูมิใจไทย ที่กุมเสียงในสภาได้สูงสุด มากับโมเดลเน้นกลั่นกรองผ่านรัฐสภา-เพลย์เซฟโครงสร้างเดิม

ในฐานะพรรคแกนนำที่ขับเคลื่อนและยื่นร่างเป็นพรรคแรก

โดยเนื้อหาในร่างของพรรค จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 โดยเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พรรคภูมิใจไทยเสนอโมเดลที่มุ่งเน้นความมั่นคงของระบบรัฐสภาเป็นหลัก โดยเสนอให้มี สสร. จำนวน 100 คน ที่มาจากการคัดเลือกโดยรัฐสภาทั้งหมด ไม่มีระบบเลือกตั้งตรงจากประชาชน ประกอบด้วย:

  • ตัวแทนรายจังหวัด 77 คน (จังหวัดละ 1 คน)
  • กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ 23 คน (กฎหมายมหาชน 7 คน, รัฐศาสตร์/รัฐประศาสนศาสตร์ 8 คน, ผู้มีประสบการณ์การเมือง/บริหาร 8 คน)

โดยกรอบเวลาในการทำงานถูกกำหนดไว้ที่ 360 วัน และมีกลไกตรวจสอบคือ การตั้งกรรมาธิการยกร่างและรับฟังความเห็นชุดละไม่เกิน 45 คน สิ่งที่เป็นเสาหลักของร่างนี้คือ การปิดประตูไม่ให้มีการแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 อย่างเด็ดขาด

ขณะเดียวกัน กระบวนการเห็นชอบในขั้นสุดท้ายยังคงไว้ซึ่งอำนาจของโครงสร้างนิติบัญญัติเดิมอย่างเข้มข้น ร่างที่เสร็จแล้วต้องส่งกลับให้รัฐสภาเห็นชอบภายใน 30 วัน โดยต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง และมี “เงื่อนไขพิเศษ” คือต้องได้เสียงเห็นชอบจากวุฒิสภา (สว.) ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 และฝ่ายค้านอีกไม่น้อยกว่า 20% รวมถึงเปิดช่องให้รัฐสภาสามารถปรับแก้ข้อความที่ สสร. เสนอมาได้ ซึ่งโมเดลนี้มักถูกตั้งข้อสังเกตจากนักวิชาการว่า พรรคการเมืองและโครงสร้างอำนาจแต่งตั้งเดิมในรัฐสภาจะยังมีอิทธิพลสูงต่อการกำหนดทิศทางรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

 

*ฉบับพรรคประชาชน ชูหลักการกระจายอำนาจสู่ประชาชน-แก้เกมข้อจำกัดทางกฎหมาย

พรรคประชาชนเดินเกมทางตรงด้วยการยื่นร่างแก้ไขพร้อมกันถึง 2 ฉบับ เพื่อทลายเดดล็อกทางกฎหมายจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ซึ่งพรรคประเมินว่า เป็นข้อจำกัดในการให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง ซึ่งการที่พรรคยื่น 2 ร่างขนานกัน จึงเป็นยุทธวิธีเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับการบรรจุในวาระที่ 1 อย่างน้อย 1 ร่าง โดยมีปลายทางร่วมกันคือ สสร. 150 คน และยึด 3 หลักการหลัก: ประชาชนมีส่วนร่วมผ่านการเลือกตั้ง, ป้องกันการผูกขาด และไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว.

ส่วนความแตกต่างของ 2 ร่างนี้อยู่ที่กระบวนการคัดกรอง:

  • ร่างที่ 1 ประชาชนเลือกตั้ง สสร. โดยตรง 150 คน (แบ่งเป็นเขตจังหวัด 100 คน และบัญชีรายชื่อ 50 คน) จากนั้นส่งให้รัฐสภาโหวตรับรอง “ทั้งคณะ” ห้ามคัดออกเป็นรายคน
  • ร่างที่ 2 ประชาชนเลือกผู้สมัครเบื้องต้น 300 คน (จังหวัด 200 คน บัญชีรายชื่อ 100 คน) แล้วให้รัฐสภาคัดเลือกต่อให้เหลือ 150 คน

จุดเด่นของโมเดลพรรคประชาชนคือ สสร. จะมีสถานะเป็นอิสระ สามารถทำหน้าที่ต่อได้แม้จะเกิดการยุบสภาหรือสภาหมดอายุ ใช้เวลาร่าง 360 วัน เมื่อร่างเสร็จจะส่งให้รัฐสภาโหวตเห็นชอบด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่ง (โดยไม่มีเงื่อนไขสัดส่วน สว. หรือฝ่ายค้าน) ก่อนส่งตรงไปให้ประชาชนตัดสินผ่านการทำประชามติทันที

 

*พรรคเพื่อไทย ใช้สูตรผสมแบบจัดสมดุล-ยึดโยงผ่านการคัดกรองสองชั้น

พรรคเพื่อไทยเน้นจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ ‘ยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด’ และไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 โดยพรรคยังคงหลักการให้มี สสร. โดยมาจากการคัดเลือกเบื้องต้นของประชาชนในแต่ละจังหวัด ก่อนให้รัฐสภาคัดเลือกจาก 300 คน เหลือ 100 คน พร้อมเปิดให้ภาคส่วนต่าง ๆ เสนอชื่อบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็น สสร. เพิ่มอีก 52 คน รวมเป็น 152 คน เพื่อสะท้อนความหลากหลายทางความคิดของสังคม

กรอบเนื้อหาสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมกำหนดหลักประกันเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การปราบปรามทุจริต หลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

สำหรับกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทยเสนอให้ สสร. ใช้เวลายกร่าง 300 วัน ก่อนส่งให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติในขั้นสุดท้าย โดยรัฐสภาสามารถเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมได้ และหาก สสร. ยืนยันร่างเดิม ต้องใช้เสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 เพื่อยืนยัน

แต่ดูเหมือนกับร่างของพรรคเพื่อไทย กลับถูกโดดเดี่ยว เพราะพรรคภูมิใจไทยมีมติให้สมาชิกที่ไปร่วมลงชื่อให้กับร่างของพรรคร่วมรัฐบาล คือ ร่างของพรรคเพื่อไทยนั้น มีความจำเป็นจะต้องทำเรื่องถอนการลงชื่อ เนื่องจากเกรงว่า เนื้อหาจะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้นายจาตุรนต์ ฉายแสง จะยืนยันว่า ร่างของพรรคเพื่อไทยไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ตรงกันข้าม หากไม่ทำให้มีความเชื่อมโยงกับประชาชนเลย การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็จะสูญเปล่า จึงอยากให้มีการผลักดันให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนมากกว่า

แต่โทนเสียงของหัวหน้าพรรค อย่างนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ เหมือนยอมรับสภาพว่า ด้วยเสียงเพื่อไทยที่มี 74 เสียงไม่สามารถลงชื่อเพื่อเสนอแก้ไขได้เพียงพรรคเดียว และต้องยอมความจริงที่ว่า ร่างแก้รัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยก็ต้องถูกใช้เป็นร่างหลักในการพิจารณา ซึ่งอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นๆเล็ก ที่เห็นถึงความไม่ลงรอยระหว่าง 2 พรรคนี้

แม้ทั้ง 3 ร่างเห็นตรงกันในหลักการว่าควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่แตกต่างกันที่วิธีได้มาซึ่งผู้ร่าง (สสร.) และความชัดเจนในการห้ามแก้ไขหมวด 1 และหมวด 2 เมื่อเป็นอย่างนี้ คงต้องมารอลุ้นว่า การประชุมร่วมรัฐสภา ที่กำหนดไว้เบื้องต้นที่ 7-8 กรกฏาคมนี้ ร่างใดจะฝ่าด่านของทั้ง 2 สภาได้บ้าง

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 มิ.ย. 69)