
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการหารือร่วมกับหน่วยงานในภาคตลาดทุนไทย อาทิ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.), สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า การหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้เป็นไปด้วยดี โดยฝั่งนโยบายและภาคตลาดทุน เห็นตรงกันว่าขณะนี้เป็นจังหวะสำคัญของประเทศไทยจากการที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลง และนักลงทุนส่วนใหญ่กำลังหาพื้นที่เศรษฐกิจที่ปลอดภัย
ซึ่งภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะไทย กำลังกลับมาได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากเป็นพิเศษอีกครั้ง ดังนั้น ขณะนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะต้องจับมือเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนข้อเสนอดี ๆ จากการทำงานร่วมกัน เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้ในระยะยาว
นายสันติธาร กล่าวว่า ประเทศไทยมีความน่าสนใจจากความชัดเจนเกี่ยวกับแรงขับเคลื่อนในการเติบโตของเศรษฐกิจ จากนโยบาย 5T ของรัฐบาล ที่ไม่เพียงเป็นการฉวยโอกาสจากวิกฤตพลังงานโลก ด้วยการให้ความช่วยเหลือแบบพุ่งเป้าเท่านั้น แต่รัฐบาลยังเดินหน้ามาตรการในการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยต่อยอดอุตสาหกรรมใหม่ ในการรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศด้วย
โดยแรงขับเคลื่อนที่มีความชัดเจนนี้ จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลกได้เป็นอย่างดี ในขณะที่หลายประเทศยังติดอยู่กับปัญหาเรื่องการชดเชยราคาน้ำมัน และปัญหาภาคการคลัง
“ปีนี้เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยมี Spotlight เยอะ ทั้งการประชุม 2026 International Monetary Fund : IMF-World Bank Group Annual Meetings และหลาย ๆ อย่างที่ Spotlight จะหันมาที่เรา ดังนั้น ต้องใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ ส่วนหนึ่งจากความมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทย การที่เราเร่งปรับตัวได้เร็ว จะหลายเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ที่นักลงทุนให้ความสนใจ ทั้งการดึงดูดการลงทุนที่แท้จริง และตัวเลขเศรษฐกิจ ส่วนอีกด้านคือด้านเงินลงทุนที่จะเข้ามา โดยเฉพาะในตลาดทุน หากเราทำให้นักลงทุนเห็นว่าประเทศเรามี story ในขณะที่หลายประเทศยังไม่ชัดเจน ตรงนี้จะเป็นจุดขายที่ทำให้โลกเห็นประเทศไทยมากขึ้น” นายสันติธาร ระบุ
สำหรับปัญหาการขาดดุลแฝด (Dual Deficit) นั้น นายสันติธาร ระบุว่า เป็นเพียงเรื่องระยะสั้นที่มีการจับตาดูมาโดยตลอด แต่จากสถานการณ์ปัจจุบัน เราควรตระหนัก แต่ไม่ควรตระหนก เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่คาดอยู่แล้วว่าจะต้องเกิดขึ้น เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าน้ำมันในปริมาณมาก ทั้งเพื่อการอุปโภค และเพื่อการเก็บสำรอง แต่มองว่าจะต้องเข้าไปดูไส้ในของรายละเอียดด้วยว่า การขาดดุลแฝดนี้ มาจากการลงทุนด้วยหรือไม่ ซึ่งตอนนี้เห็นชัดเจนว่าไทยมีการลงทุนเพิ่มขึ้นมาก
คลัง เผย TISA คืบหน้า 80% จ่อชง ครม.ในเร็ว ๆ นี้
ขณะที่ นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การหารือร่วมกันในครั้งนี้ เป็นการหารือภาพใหญ่ของตลาดทุนเป็นหลัก ซึ่ง Thailand Individual Saving Account: TISA เป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพใหญ่ที่หารือกัน
โดย TISA เป็นมาตรการที่จะช่วยกระตุ้นดีมานด์ให้กับนักลงทุน ซึ่งขณะนี้มีการพูดคุยในรายละเอียดไป 70-80% แล้ว และครั้งนี้ก็จะมีการนำความคิดเห็นเข้ามาใช้เพื่อปรับปรุงรายละเอียดเพิ่มเติมในมิติต่าง ๆ ซึ่งเชื่อว่าอีกไม่นานจะได้ข้อสรุป และจะเร่งเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาโดยเร็วที่สุด
“TISA มีความคืบหน้าไปค่อนข้างเยอะแล้ว โดยหลักจะต้องพิจารณาใน 2 มิติสำคัญ คือ ทำอย่างไรให้มีดีมานด์เพิ่มเข้าไปในตลาดทุน การส่งเสริมตลาดทุน และอีกมิติก็จะต้องดูเรื่องพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ต่าง ๆ เรื่องการดูแลผู้เสียภาษีที่ชำระภาษี ก็ควรมีโอกาสในการลดหย่อนเพิ่ม ต้องดูทุกมิติไปพร้อมกัน แต่ยืนยันว่า TISA เป็นแค่ส่วนหนึ่งเล็ก ๆ ของมาตรการภาพใหญ่ที่จะช่วยตลาดทุน ซึ่งตลาดทุน ถือเป็นส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนทุกมิติของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต” โฆษกกระทรวงการคลัง ระบุ
FETCO ชี้ไทยเข้าวงจรลงทุนใหม่ มั่นใจตลาดหุ้นไทยฟื้นตัว พร้อมระดมทุน
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ ในฐานะประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า การพูดคุยครั้งนี้เพื่อยืนยันความชัดเจนว่า รัฐบาลสามารถใช้กลไกตลาดทุน มาช่วยในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลได้ เพราะมีการหารือกันทั้งในมิติของฝั่งดีมานด์ ซับพลาย และอินฟาสตรัคเจอร์
โดยขณะนี้ตลาดหุ้นไทยอยู่ในจุดที่ดีมากจากการฟื้นตัวกลับมา ดังนั้นจึงควรต่อยอดตรงนี้ไปทั้งในแง่การใช้ตลาดทุนเป็นตัวขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจที่ครอบคลุม ส่วนเรื่อง TISA นั้น ขณะนี้เห็นตรงกันในเชิง Concept แล้ว เพียงแต่ยังมีรายละเอียดอีกเล็กน้อยที่ต้องพูดคุยเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน
นายไพบูลย์ เชื่อว่า หลังจากนี้ประเทศไทยจะมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น เพราะไทยเข้าสู่วงจรการลงทุนใหม่ และตลาดทุนจะเป็นแหล่งระดมทุนที่พร้อมและดีที่สุดสำหรับรัฐบาลในขณะนี้ ดังนั้นจึงควรมีการออกมาตรการเพื่อสนับสนุนอย่างชัดเจนในหลากหลายมิติ จากความพร้อมของตลาดทุนทั้งในเรื่องสภาพคล่อง และอีกหลายอย่าง จากที่ก่อนหน้านี้ได้เร่งแก้ปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล และอินฟาสตรัคเจอร์หลาย ๆ อย่างไว้รองรับแล้ว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 มิ.ย. 69)





