ลอสแอนเจลิสประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เหตุไฟไหม้คลังสินค้าส่งควันปกคลุมทั้งเมือง

แคเรน บาสส์ นายกเทศมนตรีนครลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (20 มิ.ย.) เพื่อรับมือกับเหตุเพลิงไหม้คลังสินค้าครั้งใหญ่ที่ต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อวันพุธ (17 มิ.ย.) โดยกลุ่มควันหนาทึบได้แผ่กระจายปกคลุมไปทั่วเขตมหานครลอสแอนเจลิสมานานหลายวันแล้ว

“ดิฉันออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในครั้งนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าทางเมืองจะมีทรัพยากรเพียงพอในการควบคุมสถานการณ์และดูแลให้ชุมชนปลอดภัย” บาสส์ระบุในแถลงการณ์ “ตอนนี้เรากำลังประสานงานกับผู้ว่าการอย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์เริ่มบานปลายจนน่ากังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่”

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อดึงงบประมาณและทรัพยากรเพิ่มเติมจากทางรัฐเข้ามาสมทบ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ระบุว่า ภารกิจนี้มีความซับซ้อนและใหญ่เกินกว่าเหตุไฟไหม้อาคารทั่วไป โดยต้นเพลิงเกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันพุธที่ผ่านมา ที่คลังสินค้าแช่เย็นของบริษัทไลเนจ โลจิสติกส์ (Lineage Logistics) ซึ่งเป็นอาคารห้องเย็นขนาดมหึมาใกล้กับย่านใจกลางเมืองลอสแอนเจลิส ภายในใช้เก็บอาหารแช่แข็งจำนวนหลายสิบล้านปอนด์

เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเปิดเผยว่า อาคารดังกล่าวมีพื้นที่ราว 46,000 ตารางเมตร และมีปัจจัยเสี่ยงสูงกว่าปกติเนื่องด้วยโครงสร้างและการจัดสิ่งของด้านใน โดยหัวหน้าฝ่ายดับเพลิงลอสแอนเจลิสเปรียบเทียบว่าคลังสินค้าแห่งนี้ไม่ต่างอะไรกับกระติกน้ำแข็งยักษ์ เพราะผนังทำจากแผ่นเหล็กลูกฟูกที่อัดแน่นด้วยฉนวนโฟมความหนาแน่นสูง และมีแผงกั้นภายในที่เสริมความแข็งแรง

เมื่อฉนวนพวกนี้ติดไฟ ก็จะไหม้อยู่ข้างในอย่างช้า ๆ คอยกักเก็บความร้อน และปล่อยควันออกมาไม่หยุด แม้เจ้าหน้าที่ด้านนอกจะระดมฉีดน้ำเข้าไปเท่าไหร่ก็ตาม

นอกจากนี้ ไฟยังลุกลามไปยังแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา รวมทั้งระบบทำความเย็นที่ใช้สารแอมโมเนีย ทำให้ในช่วงแรกต้องมีการส่งทีมจัดการวัตถุอันตรายเข้าควบคุมสถานการณ์ทันที อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สามารถตัดวงจรความเสี่ยงจากสารเคมีได้แล้ว ด้วยการปิดวาล์วและขนย้ายแอมโมเนียรวมถึงสารทำความเย็นอื่น ๆ ออกจากพื้นที่ แต่ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ความกังวลก็ยิ่งตกไปอยู่ที่อาหารแช่แข็งจำนวนมหาศาลภายในอาคาร เพราะหากปล่อยให้เน่าเสีย ก็อาจจะกลายเป็นปัญหามลพิษและวิกฤตสาธารณสุขครั้งใหม่แทน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 มิ.ย. 69)