CONSENSUS: ITC จ่อปลดล็อกต้นทุน-ราคาขายใหม่-บาทอ่อน หนุนกำไรครึ่งปีหลังฟื้นแรง

โบรกประสานเสียงเชียร์ “ซื้อ” หุ้น บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น [ITC] ส่งสัญญาณงบไตรมาส 2/69 ชะลอตัวชั่วคราว คาดกำไรวูบจากไตรมาสก่อนหน้าลงมาแตะจุดต่ำสุด โดนกดดันจากมาร์จิ้นที่หดตัวลงเพราะต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์พลาสติกไล่บี้ แต่ดีมานด์ฝั่งสหรัฐฯ-ยุโรปยังแกร่ง ส่งผลยอดขายโตสวนทาง แนะจับตาจังหวะประกาศงบอ่อนตัวเป็นโอกาสดี “ทยอยสะสม” เก็งครึ่งปีหลังฟื้นตัวเด่น-บาทอ่อนค่าหนุน

ราคาหุ้น ITC ปิดเที่ยงวันนี้ 16.40 บาท เพิ่มขึ้น 0.20 บาท (+1.23%)

โบรกเกอร์คำแนะนำราคาเป้าหมาย (บาท/หุ้น)
ฟินันเซีย ไซรัสซื้อ21.00
ทรีนีตี้ซื้อเก็งกำไร20.90
กรุงศรีซื้อ20.00
ดาโอซื้อ20.00
พายซื้อ19.70
แลนด์แอนด์เฮ้าส์ซื้อ19.58
กรุงไทย เอ็กซ์สปริงOutperform19.10
บัวหลวงซื้อ19.00
เอเซียพลัสซื้อ18.90
หยวนต้าซื้อเก็งกำไร18.20

นายธีร์ธนัตถ์ จิราศิริวัชร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดว่าว่า ผลประกอบการในไตรมาส 2/69 คาดจะเป็นจุดต่ำสุดของปี จากแรงกดดันด้านต้นทุนที่ขยับขึ้นก่อนปรับราคาขายตามไปทัน อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีหลังจะกลับมาเติบโตได้ดี

ในไตรมาส 2/69 คาดกำไรชะลอตัวลงราว 11.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) แต่ยังเติบโต 7.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เนื่องจากเป็นไตรมาสแรกที่จะเริ่มรับรู้ต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ยังอยู่ในช่วงเจรจาปรับราคาขาย ส่งผลให้ต้องขายในราคาขายเดิม กดดันอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ให้ลดลง แต่ในแง่ของดีมานด์ลูกค้าทั้งสหรัฐฯ และยุโรปยังเติบโต

ขณะที่แนวโน้มในไตรมาส 3/69 จะรับรู้ผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเต็มไตรมาส แต่จะปรับขึ้นราคาขายส่วนใหญ่ได้แล้ว ประกอบกับ เป็นช่วง Seasonal ที่มีปริมาณขายสูงขึ้นจากไตรมาสก่อนน้า ส่งผลให้รายได้จะเติบโตทั้ง QoQ และ YoY หนุนกำไรเติบโตเช่นเดียวกัน จากนั้นไตรมาส 4/69 เป็นช่วง High Season ด้วยราคาขายที่ปรับตัวขึ้น และต้นทุนบางส่วนที่เริ่มลดลงตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงช่วงนี้ จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเริ่มลดลงตามไปด้วย

ด้านค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง จากการที่บริษัทล็อกค่าเงินไว้ล่วงหน้า ทำให้อาจยังไม่เห็นผลในไตรมาส 3/69 ดังนั้นจะไปส่งผลชัดเจนในไตรมาส 4/69 ทำให้เป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปีนี้

ขณะที่ต้นทุนทูน่า ราคาทูน่าปรับขึ้นสูงสุดที่ 2,000 เหรียญสหรัฐฯ/ตันช่วงเดือนมี.ค.ก่อนปรับตัวลดลงมาที่ราว 1,700 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน ส่งผลให้ความกังวลราคาทูน่าจะกดดันเริ่มคลี่คลายลง แต่อย่างไรก็ตาม มองว่ายังมีความเสี่ยงจากภาวะเอลนีโญ (El Nino) จะทำให้การจับปลายากขึ้น และราคาอาจกลับมาเพิ่มสูงขึ้นได้ ซึ่งหากอยู่ในระดับ 1,800 เหรียญสหรัฐฯ/ตัน จะไม่ได้กระทบต่อต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญ เพราะว่าปัจจุบันบริษัทปรับต้นทุนจากบรรจุภัณฑ์ไปแล้ว เพราะฉะนั้นครึ่งปีหลังหากราคาบรรจุภัณฑ์ลดลง แต่มีผลกระทบจากตัวทูน่ากลับมาขึ้นแทน ก็จะชดเชยกันไปได้

สำหรับประเด็นความเสี่ยง มองว่าน่าจะผ่านช่วงที่มีความเสี่ยงมากที่สุดไปแล้ว ขณะที่สัดส่วนลูกค้าจากตะวันออกกลางมีไม่มาก แต่จะกระทบในแง่ของต้นทุนขยับขึ้น ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์เริ่มผ่อนคลายน่าจะเป็นปัจจัยบวกมากกว่าลบในช่วงที่เหลือของปี ส่วนประเด็นภาษีการค้าของสหรัฐฯ หากมีการปรับขึ้นภาษี มาตรา 301 ซึ่งไทยอยู่ในรายชื่อที่จะถูกเรียกเก็บ 12.5% จากปัจจุบันเสียอยู่ 10% มองว่าไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมากนัก ซึ่งภาษีส่วนพวกนี้ส่วนใหญ่ลูกค้าเป็นคนรับภาระ จึงมองว่าไม่ได้ส่งผล

ทั้งนี้ ภาพรวมปี 69 เราคาดกำไรเติบโต 9% แตะระดับ 3,300 ล้านบาท หากไตรมาส 2/69 เติบโตตามคาด โดยประเมินว่ากำไรครึ่งปีแรกคิดเป็นสัดส่วน 49% ของเป้าหมายทั้งปี ซึ่งตามสถิติครึ่งปีหลังมักจะทำได้ดีกว่า

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ปัจจุบันราคาหุ้น ITC ขึ้นมาแล้วกว่า 10% สะท้อนงบไตรมาส 1/69 ดีกว่าคาด ทำให้ Upside เริ่มจำกัดเมื่อเทียบกับราคาเป้าหมายที่ 18.20 บาท แนะนำ “Trading” ระยะสั้น อาจรอจังหวะหลังการประกาศงบไตรมาส 2/69 ที่คาดว่าจะอ่อนตัวลงเพื่อเป็นโอกาสเข้าสะสมรอบใหม่

 

ด้าน บล.พาย ยังคงแนะ “ซื้อ” หุ้น ITC ด้วยปัจจัยบวกจากเงินบาทที่อ่อนค่าลง รวมกับต้นทุนเริ่มเห็นการปรับตัวลดลง ขณะที่ผลกระทบจากการปรับราคาจากต้นทุนที่ขึ้นมาก่อนหน้านี้จะทำให้ผลประกอบการงวดไตรมาส 3/69 มีโอกาสเห็นการฟื้นตัวได้ หลังจากแนวโน้มช่วงไตรมาส 2/69 จะถูกกระทบจากต้นทุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นกดดัน เราคาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 716 ล้านบาทใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลงถึง 18% QoQ ภาพรวมทั้งปียังคงกำไรสุทธิไว้เท่าเดิม 3,291 ล้านบาท คาดการฟื้นตัวช่วงครึ่งหลังปี 69 จากสาเหตุข้างต้น

เราคาดกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/69 ที่ 716 ล้านบาท (+3% YoY, -18% QoQ) เทียบกับปีก่อนยังเติบโตได้ดี โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ และ EU ในสินค้ากลุ่ม Pet Treats เห็นได้จากรายได้เติบโตกว่า 11% YoY ส่วนเทียบกับไตรมาส 1/69 จะเป็นไตรมาสที่เริ่มถูกกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งในส่วนของ Package และราคาปลาทูน่า ขณะที่การปรับราคายังทำได้ไม่มากนัก

รายได้คาดที่ 4,973 ล้านบาท (+11% YoY, -4% QoQ) เทียบกับปีก่อนตามสาเหตุข้างต้น ส่วนเทียบกับไตรมาส 1/69 ส่วนหนึ่งเป็นผลจากไตรมาสก่อนมีคำสั่งซื้อบางส่วนที่เลื่อนการรับรู้มาจากเดือน ธ.ค.68

กำไรขั้นต้นคาดที่ 23.2% ลดลงจาก 25% ในไตรมาส 2/68 และ 24.3% ในไตรมาส 1/69 สาเหตุหลักเกิดจากต้นทุนเพิ่มขึ้นทั้งราคาปลาทูน่า (+ประมาณ 18% YoY, +4% QoQ) และราคา Package เริ่มกระทบในเดือน พ.ค. ขณะที่การปรับราคายังทำได้ไม่มากนัก แม้สัดส่วนสินค้าในกลุ่ม Premium ยังอยู่ในระดับสูงกว่า 51% ใกล้เคียงกับไตรมาส 1/69 แต่เพิ่มจาก 46% ในไตรมาส 2/69 ส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารคาดที่ 520 ล้านบาท (+15% YoY, +6% QoQ) ส่วนหนึ่งเราคาดว่าเกิดจากค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น

ภาษีจ่ายคาดที่ 50 ล้านบาท (-26% YoY, +44% QoQ) เป็นผลกระทบจากภาษี Global minimum tax ซึ่งใน ไตรมาส 3/69 จะปรับราคาได้มากขึ้น ส่วนการขอคืนภาษีอาจจะไม่มากนัก

ผลกระทบจากปัญหาต้นทุนที่ปรับขึ้นเริ่มปรับได้บางส่วนในช่วงปลายไตรมาส 2/69 และจะเห็นมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3/69 เป็นต้นไป ทั้งนี้ปัจจุบันต้นทุนเริ่มลดลง โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ทำให้เรามองว่าจากการปรับราคาที่ว่า อีกทั้งยังมีปัจจัยบวกจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเร็ว รวมกับการขายที่มีผลตามฤดูกาลที่จะหนุนยอดขายในช่วงครึ่งหลังปี 69 ให้เพิ่มขึ้น จะเป็นปัจจัยบวกให้กำไรขั้นต้นกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีกครั้งหลังจากชะลอไปในช่วงไตรมาส 2/69 ที่ผ่านมา

สำหรับเน้นการขอคืนภาษีสำหรับสินค้าที่ส่งไปสหรัฐฯ ที่ชำระไปในระดับ 19% เบื้องต้น ITC ให้ข้อมูลว่ายื่นขอไปหมดแล้ว แต่ล่าสุดได้รับการอนุมัติมาบางส่วน แต่มูลค่ายังไม่มากนัก โดยคาดจะเริ่มเห็นมากขึ้นในช่วงไตรมาส 3/69 เป็นต้นไป (ปี 68 ยอดขายส่วนที่ขายไปสหรัฐฯ และสามารถขอคืนได้อยู่ที่ระดับ 1,000 ล้านบาท)

คงกำไรทั้งปีไว้เท่าเดิม หากกำไรสุทธิออกมาตามคาดจะทำให้กำไรสุทธิในช่วงครึ่งแรกปี 69 อยู่ที่ระดับ 1,587 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 48% ของกำไรทั้งปีที่เราคาดไว้ที่ 3,291 ล้านบาท โดยแนวโน้มช่วงครึ่งหลังปี 69 มีโอกาสออกมาดีกว่าครึ่งปีแรกจากสาเหตุที่กล่าวไปข้างต้น เราจึงยังคงประมาณการทั้งปีไว้เท่าเดิมก่อน

คำแนะนำการลงทุนด้วยรายได้ที่ยังเติบโตดี ทำให้หากในช่วงไตรมาส 3/69 สามารถปรับราคาได้ จะหนุนให้ผลประกอบการเติบโตได้อย่างมาก เราจึงยังคงแนะนำ “ซื้อ” เช่นเดิมและประเมินมูลค่าเหมาะสมได้ที่ 19.7 บาท (18X PER ปี 69)

 

ส่วน บล.ทรีนีตี้ คาด ITC จะรายงานกำไรไตรมาส 2/69 ที่ 716 ล้านบาท ลดลง 17.8% QoQ แต่คาดสูงขึ้น 2.9% YoY จากคาดการณ์ยอดขายที่ 5 พันล้านบาท ลดลง 4% QoQ แต่เติบโต 11% YoY การเติบโตยังคงมาจากกลุ่มลูกค้าเดิมในตลาดสหรัฐฯ และเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในตลาดยุโรปและญี่ปุ่น

คาด Gross Margin ในไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 23.5% อ่อนตัวลงจากไตรมาส 1/69 ที่ 24.3% และจากไตรมาส 2/68 ที 25% เนื่องจากในไตรมาส 2/69 เป็นช่วงที่เริ่มได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ราคาผันผวนตามราคาน้ำมัน ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือนกว่าราคาจะเริ่มปรับลดลง ขณะที่ราคาขายยังปรับขึ้นตามไม่ทัน แต่ในไตรมาส 3/69 คาด Margin ฟื้นตัวจากการเริ่มใช้ราคาใหม่

แต่ในไตรมาส 2/69 ยังคงรักษาสัดส่วนรายได้จาก Premium Mix ได้ดี สินค้าใหม่ (NPD) คาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะมีจำนวนการเปิดตัวสินค้าใหม่มากกว่าครึ่งปีแรกอย่างมีนัยสำคัญ ตามฤดูกาลของลูกค้าที่มักจะเปิดตัวในช่วงปลายปี ในไตรมาส 3/69 คาด Margin ฟื้นตัว QoQ หนุนกำไรโดยรวม

ปี 69 คาดว่า ITC มีการเติบโตสูงกว่าตลาดโดยรวม 3 เท่า และยังคงคาดการณ์รายได้ที่ 1.92 หมื่นล้านบาท ปรับตัวสูงขึ้น 5.2% YoY โดยคาดว่าตลาดสหรัฐฯจะยังคงเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูงสุด จากการเพิ่มยอดขายจากกลุ่ม Private Label ในขณะที่ตลาด EU เน้นปรับต้นทุนสินค้า เพื่อให้สามารถแข่งขันด้านราคาได้ และญี่ปุ่น จะเน้นการพัฒนาสินค้าใหม่ ทั้งนี้ ปี 69 ยังคงมีค่าใช้จ่ายจาก Tailwind Project ที่คาดว่าภายในปี 70 จะสามารถช่วยเพิ่มกำไรจากการดำเนินงานได้ 50 ล้าน USD และคาด Gross Margin ปีนี้ที่ 23-25%

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 มิ.ย. 69)