PTG กดปุ่ม COD”โรงไฟฟ้าขยะบ้านพรุ” ปลดล็อกรายได้ใหม่บุ๊กครึ่งปีหลัง 120 ลบ.สัญญายาว 20 ปี มุ่งสู่เป้า 100 MW


นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.พีทีจี เอ็นเนอยี [PTG] เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจพลังงานสะอาดของกลุ่ม PTG ว่า บริษัทฯ มุ่งเน้นการจัดการขยะซึ่งเป็นปัญหาระดับโลกให้กลายเป็นพลังงานที่เป็นประโยชน์ โดยได้เริ่มต้น โครงการโรงไฟฟ้าขยะและผลิตเชื้อเพลิง RDF (Refuse Derived Fuel) ที่ ต.บ้านพรุ จ.สงขลา ภายใต้บริษัท พลังงานพัฒนา 5 จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่ม PTG ถือเป็นโครงการแรกที่ประสบความสำเร็จและเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้ว

เป้าหมายถัดไปของ PTG คือการขยายขนาดโรงไฟฟ้าให้ใหญ่ขึ้นในระดับ 8-9 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตในธุรกิจพลังงานทางเลือกอย่างยั่งยืน

ด้าน นายรังสรรค์ พวงปราง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTG ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โรงไฟฟ้าขยะบ้านพรุแห่งนี้ถือเป็น “โมเดลต้นแบบ” ของการจัดการขยะในประเทศไทย โดยโครงการนี้เริ่มศึกษาและพัฒนามาอย่างยาวนานตั้งแต่ปี 2557 และได้รับสัมปทานในปี 2565 โดยใช้เงินลงทุนรวมประมาณ 1,350 ล้านบาท

PTG มีความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง SCG ในด้านการออกแบบ และใช้เทคโนโลยีจากจีน (Kawasaki) ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการจัดการขยะที่มีความชื้นสูงคล้ายกับในประเทศไทย ปัจจุบันโรงไฟฟ้าแห่งนี้ จำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบ (SCOD) ที่ 4.5 เมกะวัตต์ และผลิตได้จริงเฉลี่ย 5.1-5.3 เมกะวัตต์ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยใช้ขยะชุมชนเป็นวัตถุดิบประมาณ 300 ตันต่อวัน

นอกจากนี้ยังสามารถผลิต เชื้อเพลิงขยะ (RDF) เกรดพรีเมียม ที่ให้ค่าความร้อนสูงใกล้เคียงถ่านหิน ส่งขายให้โรงปูนซีเมนต์เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการช่วยลดปัญหามลภาวะและก๊าซมีเทนจากหลุมฝังกลบขยะ

โรงไฟฟ้าขยะบ้านพรุได้เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยบริษัทพร้อมที่จะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้เป็นต้นไป และจะรับรู้รายได้แบบเต็มปีในปีหน้า คาดการณ์รายได้จากการขายไฟฟ้าจะอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาทต่อเดือน ช่วงครึ่งหลังของปีนี้คาดว่าจะรับรู้รายได้รวมประมาณ 120 ล้านบาท จากราคาขายไฟฟ้า 5.7 บาทต่อหน่วย (รวมค่าพรีเมียม) ระยะเวลาสัญญา 20 ปี นอกจากรายได้จากการขายไฟฟ้าแล้ว บริษัทยังมีรายได้เสริมจากการขายเชื้อเพลิงขยะ (RDF) ให้กับโรงปูนซีเมนต์ และรายได้จากการคัดแยกขยะประเภทอื่น ๆ เช่น พลาสติกและเหล็ก เพื่อนำไปจำหน่ายต่ออีกด้วย

สำหรับแผนงานในอนาคต นายรังสรรค์ ระบุว่า PTG ยังคงมองหาโอกาสในการขยายโรงไฟฟ้าขยะไปยังพื้นที่อื่น ๆ โดยเน้นพื้นที่ที่มีปริมาณขยะ 400-500 ตันต่อวันขึ้นไป เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุน ซึ่งขณะนี้ได้มีเปิดเจรจาในหลายพื้นที่ โดยมีเป้าหมายระยะยาวที่จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดให้ถึง 100 เมกะวัตต์ ตามนโยบายที่เคยวางไว้

“เราให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร ตั้งแต่การคัดแยกไปจนถึงการจัดการขี้เถ้าที่เหลือจากการเผาไหม้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ชุมชนโดยรอบ “อยู่ดี มีสุข” ตามวิสัยทัศน์ขององค์กร”นายรังสรรค์ กล่าว

นายรังสรรค์ กล่าวว่า ขณะนี้แผนการขยายกำลังผลิตไฟฟ้าสู่เป้าหมาย 100 เมกะวัตต์ ของ PTG ยังไม่มีการระบุกรอบเวลาที่แน่ชัดว่าเป็นกี่ปี เนื่องจากปัจจัยหลักขึ้นอยู่กับการประกาศโควต้าไฟฟ้าจากภาครัฐ โดยรอให้ภาครัฐ (กกพ.) ประกาศเปิดรับซื้อไฟฟ้าหรือให้โควต้าก่อน ซึ่งหากมีการประกาศโควต้ารอบใหม่ประมาณ 200-300 เมกะวัตต์ และ PTG สามารถคว้ามาได้สัก 50-100 เมกะวัตต์ ก็จะทำให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้

ศศิธร ซิมาภรณ์

ข่าวล่าสุด