วิจัยชี้ คลื่นความร้อนคร่าชีวิตประชาชนในอังกฤษ-เวลส์แล้วกว่า 2,700 ราย

คลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมอังกฤษและเวลส์ในช่วงฤดูร้อนปีนี้ อาจส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 2,700 ราย โดยนักวิจัยระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้อุณหภูมิสูงกว่าที่ควรจะเป็นประมาณ 3-4 องศาเซลเซียส และเมื่อพิจารณาผลกระทบจากปัจจัยนี้เพียงอย่างเดียว พบว่าเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากกว่า 40% ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดที่มีการบันทึกไว้

ตัวเลขดังกล่าวมาจากผลการประเมินที่เผยแพร่ในวันนี้ (13 ก.ค.) โดยทีมนักวิจัยจากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติ (Met Office) และวิทยาลัยสุขอนามัยและเวชศาสตร์เขตร้อนแห่งลอนดอน

แคลร์ บาร์นส์ นักวิจัยด้านสภาพอากาศสุดขั้วและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน กล่าวว่า คลื่นความร้อนถือเป็นสภาพอากาศสุดขั้วที่อันตรายที่สุด และความร้อนรุนแรงที่มนุษย์กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ก่อให้เกิดอันตรายอย่างยิ่งต่อสุขภาพ

นักวิจัยได้นำข้อมูลในอดีตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างความร้อนและอัตราการเสียชีวิตมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลอุณหภูมิ เพื่อประเมินจำนวนผู้เสียชีวิตในช่วงคลื่นความร้อนล่าสุด จากนั้นจึงสร้างแบบจำลองเปรียบเทียบว่า หากโลกไม่ได้เผชิญภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์และมีอุณหภูมิต่ำกว่านี้ จะมีผู้เสียชีวิตจำนวนเท่าใด โดยระบุว่าวิธีการดังกล่าวเคยให้ผลการประเมินที่ใกล้เคียงกับตัวเลขของของสำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (UKHSA) ในเหตุการณ์คลื่นความร้อนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ อุณหภูมิที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ในยุโรปตอนกลางและยุโรปตะวันตกปีนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวมแล้วเกือบ 10,000 รายในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สเปน และเยอรมนี จากการประเมินของคณะนักวิจัยและหน่วยงานภาครัฐในประเทศที่ได้รับผลกระทบดังกล่าว

โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/ปนัยดา ปัทมโกวิท