บล.เอเซียพลัส ปรับเพิ่มเป้าดัชนี SET ปีนี้สู่ 1,720 จุด รับแรงหนุน Fund Flow ไหลเข้า-นโยบายการคลังบูสท์เศรษฐกิจ มองหุ้นกลุ่ม Defensive ยังเด่น

บล.เอเซีย พลัส ประเมินตลาดหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุด ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนีปี 2569 ขึ้นสู่ 1,720 จุด รับอานิสงส์กำไร บจ. ไตรมาส 1/69 พุ่งทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่ม Defensive และนโยบายการคลังที่ชัดเจน แม้ไตรมาส 3/69 จะเผชิญปัจจัยท้าทายจากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยโลก แนะกลยุทธ์ “Barbell Allocation” และจัดพอร์ตแบบ “Core & Satellite” เพื่อสู้ความผันผวน

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า แม้ช่วงที่เหลือของปียังมีความท้าทาย แต่ตลาดหุ้นไทยยังมีปัจจัยแข็งแกร่ง ทั้งนโยบายการเงินต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 1% ตลอดทั้งปี นโยบายการคลังมีความชัดเจนและรัฐบาลมีเสถียรภาพ สร้างความเชื่อมั่นดึงดูดกระแสเงินทุน ขณะเดียวกันกำไรบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 1/69 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ปรับเป้าหมายดัชนีปี 69 ขึ้นมาที่ 1,720 จุด ภายใต้สมมติฐาน EPS ปี 69 ที่ 95 บาทต่อหุ้น, ค่า P/E ระดับ 18.18 เท่า และ Market Earning Yield Gap ที่ระดับ 4.50-5.50% โดยเป็นการปรับเพิ่มเป้าหมายครั้งแรกในรอบ 8-9 เดือน หลังจากคงเป้าหมายดัชนีปี 69 ไว้ที่ 1,580 จุด มาตั้งแต่ช่วงปลายปี 68  

ประกอบกับความกังวลในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลก ที่ส่งผลให้ราคาปัจจุบันมีความผันผวน เม็ดเงินจึงเข้าหาหุ้นกลุ่ม Defensive ซึ่ง ตลาดหุ้นไทยมีหุ้น Defensive เยอะ ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยมีเงินทุนไหลเข้าเด่นกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค โดยหากยังเป็นภาพนี้อยู่เชื่อว่าตลาดจะมีโมเมนตัมให้ปรับตัวขึ้นไปที่ระดับเป้าหมายดังกล่าว

ด้านผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-time High) ในไตรมาส 1/69 โดยกำไร บจ. พุ่งแตะ 3.57 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ได้แรงหนุนหลักจากหุ้นกลุ่มอิงสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่มีสัดส่วนกำไรสูงประมาณ 30% ของกำไรทั้งตลาด ซึ่งหากดูสถิติในอดีตที่มีความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน 1H65 กำไรหุ้นกลุ่ม Commodity สูงมากกว่า 50% ของกำไรทั้งตลาด ซึ่งจากสถานการณ์ตะวันออกกลางในปัจจุบันที่กลับมามีความรุนแรงดันราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น กำไรของ บจ. ไทยจึงได้รับอานิสงส์โดยตรง

ด้านแนวโน้มไตรมาส 2 แม้คาดว่าจะชะลอตัวลงจากไตรมาส 1 เล็กน้อย แต่จากสงครามในตะวันออกกลางที่กลับมารุนแรง ส่งผลให้ราคาน้ำมันกลับมาขึ้นและยืนสูง จะช่วยพยุงฐานกำไรไม่ให้ปรับตัวลงมากนัก ทำให้เชื่อว่ากำไรปีนี้ไม่มีความเสี่ยงขาลง (No Downside) นอกจากนี้มั่นใจว่าตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและยังถูกขับเคลื่อนด้วยเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงในช่วงที่เหลือของปีคือ การเติบโตของเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางในลักษณะ K-Shape หรือการเติบโตที่ไม่ทั่วถึง

ขณะที่ไตรมาส 3/69 มองกรอบอยู่ที่ 1,680 จุด และกรอบแนวรับ 1,580 จุด แม้จะมีความเสี่ยงจากสงครามในตะวันออกกลาง และความผันผวนจากหุ้นเทคฯ โลก แต่คาดกระทบหุ้นไทยไม่มาก เนื่องจากสงครามทำให้ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น และช่วยจำกัด Downside EPS หุ้นไทยให้แคบลงอีก

*หลายปัจจัยท้าท้ายในไตรมาส 3/69  

ด้านนางสาวนลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ และหัวหน้าสายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส ประเมินไตรมาส 3/69 การลงทุนไม่ง่ายเหมือนครึ่งปีแรก โดยมีหลายปัจจัยท้าทาย ได้แก่ 

1.แรงกดดันเศรษฐกิจ และปัจจัยผลักเงินเฟ้อ ซึ่งมาจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง เป็นการโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันโดยตรง ทำให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มอยู่นานกว่าปกติ โดย IMF คาด GDP โลกปี 2569 โต 3.1% (ต่ำสุดในรอบ 5 ปี), ธปท. คาด GDP ไทยชะลอเหลือ 2.3% (2569F) และ 1.8% (2570F) 

2.นโยบายการเงินตึงตัวขึ้นจากปีก่อนหน้า กดดันสภาพคล่องและความเชื่อมั่นนักลงทุนหดหาย ในช่วง 2H69 ธนาคารกลางหลายจ่อขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มทั้งสหรัฐฯ ยุโรป อังกฤษ และญี่ปุ่น (BofA/Deutsche Bank คาด Fed ขึ้นรวม 75bps ช่วง ก.ย.-ธ.ค.69) ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อ Fund flow ต่างชาติให้ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย โดยสถิติในอดีตดอกเบี้ยไทยมากกว่า 3% SET Index มักซื้อขายบน P/E เฉลี่ยเพียง 11.7 เท่า (ซึ่งถูกกว่าระดับปัจจุบัน) 

3.กำไรบริษัทจดทะเบียนยังมี Downside แฝงในช่วงถัดไป โดย Consensus เริ่มปรับลด EPS Nadaq69F ลง 5% (ตั้งแต่ มิ.ย.69) อีกทั้งสถิติชี้ปีที่ IPO สูงผิดปกติ (2543, 2550, 2564) ปีถัดมา S&P500 มักปรับฐาน -13% ถึง -38.5% ซึ่งปีนี้มี Mega IPO อย่าง SPACEX ทำให้ใน ปี 2569 ระดมทุนไปแล้ว 1.38 แสนล้านเหรียญ (สูงสุดใน 5 ปี) ส่วนไทยมีโอกาสเห็นกำไร ไตรมาส 2/69 ลดลง QoQ หลังไตรมาส 1/69 ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์

*ปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทย

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซียพลัส เปิดเผยถึง ปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทย ASPS มองว่าดอกเบี้ยไทยปีนี้ไม่น่าจะขึ้น คาดคงไว้ที่ 1% ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นและต่ำกว่าในอดีตมาก (ในอดีตดอกเบี้ยน้อยกว่า 1.5% SET มักเทรด P/E เฉลี่ยสูงถึง 19.52 เท่า) เสริมด้วยนโยบายการคลังชัดเจน งบปี 2570 วงเงิน 1.23 ล้านล้านบาท (10 พลัส) รวมทั้ง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หนุนธปท. ปรับเพิ่ม GDP ไทยเป็น 2.3% (จากเดิม 1.5%) ขณะที่ Effective Tarif Rate เริ่มชะลอตัวลงจากจุดพีคและมีแนวโน้มจะลดลงเรื่อยๆ (แม้ Trade War ยังไม่จบ ต้องจับตาการเจรจา Secion 301/232) ส่วน Valuation ยังน่าสนใจ P/E69F 16.9 เท่า (ต่ำกว่าตลาดหลักส่วนใหญ่) และหากหัก DELTA ออกจากการคำนวณดัชนี จะเห็น P/E69F ของ SET อยู่ระดับ 13 เท่า, Dividend Yield 3.6% (สูงกว่าตลาดหุ้นโลก) 

ฝ่ายวิจัย ASPS ประเมิน Target SET ปลายปีช่วง 1,650 – 1,720 จุด ขึ้นกับสมมติฐาน EPS69F และ Market Earning Yield Gap ส่วนกลยุทธ์การลงทุนหลักเน้น Barbell Allocation (สร้างสมดุล 2 ฝั่ง) ได้แก่ 1.หุ้น Dividend(35%) : KTB, TTB, PTTEP, ADVANC, SINGTEL80 

2.หุ้น Growth(35%) : ASML01,META80, AAPL80, WUXIAT80, HIMS03, FERRARI80 เสริมด้วย Tactical Hedge(10%) : GOLDUS80(ทอง), ZIUIN80 (เหมืองทอง), SIL03 (เงิน), SPBOND80 (บอนด์สหรัฐฯ), MIDEA80 และ Cash(20%) รักษาสภาพคล่อง รอจังหวะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในอนาคต

*แนะกลยุทธ์ Stay Invested

นายณัฐนันท์ บ่างสมบูรณ์ รองผู้อำนวยการฝ่าย Wealth Solution Center กล่าวว่า Asia Plus Wealth Solution ยังคงแนะนำกลยุทธ์ Stay Invested ด้วยการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite Portoio เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตระยะยาวและการคว้าโอกาสจากความผันผวนระยะสั้นโดย Core Portfolio มุ่งสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในระยะยาว ขณะที่ Satellite Portfolio ช่วยเพิ่มโอกาส รับผลตอบแทนจากธีมการลงทุนและสถานการณ์ตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยความพร้อมของผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลายและครอบคลุม Asia Plus จึงน้ำเสนอโซลูขันการลงทุน 2 ส่วนหลัก ดังนี้

Core Portolio: สร้างรากฐานการลงทุนเพื่อการเติบโตระยะยาว

เหมาะสำหรับการถือครองระยะยาวผ่านสินทรัพย์ที่หลากหลาย ทั้งหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ DR กองทุนรวม ETF และตราสารหนี้ตลาดรอง

  • Infinity Plus Portfolio Advisory พอร์ตลงทุนในกองทุนรวมทั่วโลกตามแนวทาง Asset Allocation แบบ Active สัดส่วน 60/40 เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเริ่มต้นสร้างพอร์ตการลงทุนระดับโลกอย่างเป็นระบบ
  • Portfolio Advisory หุ้นไทยปันผล : คัดเลือกหุ้นไทยที่มีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ควบคู่กับ ปัจจัยพื้นฐานและโมเมนตัมที่แข็งแกร่ง เพื่อสร้างกระแสเงินสดระหว่างทางและโอกาสเติบโตของเงินลงทุนในระยะยาว
  • Professional Portiolio : ชุดกองทุนที่กระจายการลงทุนทั่วโลก ผ่านหลากหลาย Fund Manager และแหล่งที่มาของผลตอบแทน (Source of Return) เพื่อสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจ ภายให้ความผันผวนที่เหมาะสม เช่น MGALL-UH, SCBGEARA, TGSMART-A และ ASP-AAA-A

Satelite Portolio: เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากจังหวะการลงทุน

  • สะสมสินทรัพย์ที่สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ต
  1. หุ้นกู้คุณภาพดี ทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง โดยเน้นหุ้นกู้ระดับ Investment Grade อายุคงเหลือไม่ยาวมาก รวมถึง Perpetual Bond ของผู้ออกที่มีอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ A- ขึ้นไป
  2. กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน อย่าง MPINFRAUI-H และ MPINFRAUT-UH ที่ช่วยสร้างกระแสเงินสดสม้ำเสมอและเพิ่มความมั่นคงให้พอร์ตในภาวะตลาดผันผวน
  • เปลี่ยนความผันผวนให้เป็นโอกาสการลงทุน
  1. สะสมสินทรัพย์เลี่ยงที่มีศักยภาพกลับมา Outperform ผ่านกองทุนอย่าง ASP-MAG7-AI และ KT LUXURY-A ซึ่งมีโอกาสฟื้นตัวหลังเผชิญแรงกดดันในช่วงครึ่งปีแรก
  2. ใช้ Structured Notes เพื่อบริหารความเสี่ยงของพอร์ต หรือใช้เป็นเครื่องมือในการทยอยสะสมหุ้น คุณภาพในจังหวะที่เหมาะสม

Asia Plus Wealth Solution แนะนำกลยุทธ์ “Stay Invested” ผ่านการจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite Portfolio โดย Core Portolio เป็นรากฐานการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวอย่างสม่ำเสมอขณะที่ Satelite Portfolio ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนจากธีมการลงทุนและจังหวะตลาดที่น่าสนใจ ท่ามกลางความผันผวนที่ยังคงอยู่ในปัจจุบัน

โดย วรินทร ศิรินอก/รัชดา คงขุนเทียน