
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โลกเผชิญความผันผวนของสภาพอากาศครั้งใหญ่ เมื่อสภาพอากาศสุดขั้วปะทุขึ้นพร้อมกันในหลายภูมิภาค ตั้งแต่คลื่นความร้อนที่ผลักดันให้อุณหภูมิในยุโรปและอเมริกาเหนือพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ไปจนถึงพายุรุนแรงและฝนตกหนักที่สร้างความเสียหายในเอเชียตะวันออก สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่เพียงความรุนแรงของเหตุการณ์ แต่คือแนวโน้มที่เกิดถี่ขึ้นและยาวนานขึ้น จนเกิดคำถามว่า นี่อาจไม่ใช่ “ความผิดปกติ” ชั่วคราวอีกต่อไป
In Focus สัปดาห์นี้ พาผู้อ่านไปเจาะลึกต้นตอของวิกฤตความร้อนในยุโรปที่ลุกลามไปสู่ไฟป่าและยอดผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น พร้อมสำรวจสถานการณ์คลื่นความร้อนในอเมริกาเหนือและเกาหลีใต้ รวมถึงพายุและน้ำท่วมในเอเชียตะวันออก ก่อนจับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่อาจเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางสภาพอากาศโลกในช่วงครึ่งหลังของปี เพื่อหาคำตอบว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกำลังกลายเป็น “ความปกติใหม่” หรือไม่
ยุโรปเดือด คลื่นความร้อนทุบสถิติ
ยุโรปกำลังเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงระลอกที่ 3 ของปี ซึ่งเป็นปรากฏการณ์อากาศสุดขั้วที่ทำให้อุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติต่อเนื่องหลายวัน โดยโครงการบริการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัส (C3S) ของสหภาพยุโรป (EU) ระบุข้อมูลที่น่ากังวลว่า ยุโรปเป็นทวีปที่ร้อนขึ้นเร็วที่สุดในโลก 0.56 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ นับตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 ซึ่งสูงกว่า 2 เท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลก
หลายประเทศในยุโรปเผชิญอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พุ่งทะลุ 40-43 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะสเปน ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และอังกฤษ จนทางการต้องประกาศเตือนภัยความร้อนระดับสูงสุด เนื่องจากความร้อนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
สาเหตุสำคัญมาจากมวลอากาศร้อนจากทะเลทรายสะฮาราที่เคลื่อนตัวขึ้นทางเหนือ โดยมีระบบความกดอากาศสูง หรือ “แอนติไซโคลนแอฟริกา” (African anticyclone) เป็นตัวผลักดัน จนเกิดสภาวะที่นักอุตุนิยมวิทยาเรียกว่า “โดมความร้อน” (Heat Dome) กักเก็บอากาศร้อนจัดไว้เหนือยุโรปตะวันตกและยุโรปกลาง ทำให้อุณหภูมิสะสมสูงขึ้นต่อเนื่องยาวนานกว่าปกติ
องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า อากาศร้อนจัดยังมาพร้อมพายุรุนแรงในบางพื้นที่ ขณะที่ภัยแล้งและความเสี่ยงไฟป่าทวีความรุนแรง พร้อมเตือนว่าเหตุการณ์ความร้อนสุดขั้วมีแนวโน้มเกิดถี่ขึ้น รุนแรงขึ้น และยาวนานขึ้น ตามการประเมินของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC)
ผลกระทบลามไปทั่วทั้งยุโรป แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมหลายแห่งต้องปิดทำการ ภาคเกษตรได้รับความเสียหาย โรงพยาบาลบางแห่งต้องรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ความต้องการพัดลมไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุโรปเหนือที่บ้านเรือนส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาเพื่อกักเก็บความร้อนในฤดูหนาว มากกว่าจะระบายความร้อนในฤดูร้อน ซึ่งจุดอ่อนเชิงโครงสร้างนี้เองที่กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงตามมา
คลื่นความร้อนคร่าชีวิตนับพัน
คลื่นความร้อนรุนแรงที่แผ่ปกคลุมยุโรปตะวันตกกลายเป็นหนึ่งในภัยพิบัติจากสภาพภูมิอากาศที่ร้ายแรงที่สุดของทวีป และคร่าชีวิตผู้คนหลายพันราย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่เปราะบางที่สุด
ข้อมูลจากหน่วยงานของแต่ละประเทศยิ่งตอกย้ำความรุนแรงของสถานการณ์ เยอรมนีพบผู้เสียชีวิตส่วนเกิน (excess death) จำนวน 6,800 รายระหว่างวันที่ 22-28 มิ.ย. ขณะที่ฝรั่งเศสพบ 2,025 ราย เพิ่มขึ้น 29% จากสัปดาห์ก่อนหน้า โดยส่วนใหญ่เป็นผู้มีอายุ 45 ปีขึ้นไป ส่วนเนเธอร์แลนด์พบ 480 รายในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่เบลเยียมมีผู้เสียชีวิตส่วนเกิน 1,747 รายระหว่างวันที่ 18 มิ.ย.-1 ก.ค. และสเปนรายงานผู้เสียชีวิต 812 รายที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความร้อนระหว่างวันที่ 18-30 มิ.ย.
ด้านอังกฤษและเวลส์ ทีมนักวิจัยจากอิมพีเรียลคอลเลจลอนดอน สำนักงานอุตุนิยมวิทยาอังกฤษ (Met Office) และวิทยาลัยสุขอนามัยและเวชศาสตร์เขตร้อนแห่งลอนดอน เผยแพร่ผลประเมินเมื่อวันที่ 13 ก.ค. ระบุว่า คลื่นความร้อนในฤดูร้อนปีนี้อาจคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 2,700 ราย
อีกด้านหนึ่งนั้น ข้อมูลจาก EuroMOMO ซึ่งติดตามการเสียชีวิตในหลายประเทศยุโรปพบว่า ระหว่างวันที่ 22-28 มิ.ย. มีผู้เสียชีวิตส่วนเกิน มากกว่า 10,650 ราย โดยกว่า 9,000 รายเป็นผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป แม้ตัวเลขดังกล่าวยังอาจเปลี่ยนแปลงเมื่อมีข้อมูลเพิ่มเติม และไม่ได้หมายความว่าการเสียชีวิตทั้งหมดมีสาเหตุโดยตรงจากความร้อน
นักวิเคราะห์ชี้ว่า มีปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายประการที่ยิ่งซ้ำเติมให้ผลกระทบจากความร้อนรุนแรงจนถึงแก่ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การอยู่อาศัยอย่างโดดเดี่ยว บ้านเรือนที่มีระบบฉนวนกันความร้อนไม่ดี การเข้าถึงเครื่องปรับอากาศได้อย่างจำกัด และปรากฎการณ์โดมความร้อน หรือเกาะความร้อน (urban heat island effect)
ไฟป่าถาโถมยุโรป ภัยแล้งซ้ำเติม
นอกจากความเสี่ยงต่อชีวิต ความร้อนจัดต่อเนื่องประกอบกับปริมาณฝนที่น้อยผิดปกติยังทำให้ยุโรปเผชิญฤดูไฟป่าที่เริ่มต้นเร็วกว่าปกติ เนื่องจากพืชพรรณและหน้าดินแห้งจนติดไฟได้ง่าย
หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดคือสเปน ซึ่งเผชิญไฟป่าครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบกว่า 40 ปี ที่เมืองลอส กัลยาร์ดอส แคว้นอันดาลูเซีย ทางตอนใต้ของประเทศ เมื่อคืนวันที่ 9 ก.ค. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ราย และประชาชนกว่า 1,500 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ฝรั่งเศสเผชิญไฟป่าลุกลามในป่าฟงแตนโบล ห่างจากกรุงปารีสไปทางใต้ 70 กิโลเมตร ไฟเผาผลาญพื้นที่ไปแล้วกว่า 800 เฮกตาร์ กระทบการเดินทางเข้า-ออกกรุงปารีส เจ้าหน้าที่ดับเพลิงหลายร้อยนายเร่งควบคุมเพลิงตลอดคืนพร้อมเฮลิคอปเตอร์ทิ้งน้ำ จนทางการต้องปิดทางหลวง A6 ซึ่งเชื่อมกรุงปารีสกับเมืองลียงและพื้นที่ทางตอนใต้
ด้านอังกฤษ รัฐบาลประกาศเหตุการณ์ร้ายแรงจากเหตุไฟป่าขนาดใหญ่ในเวลส์เหนือเมื่อวันที่ 13 ก.ค. และต้องอพยพประชาชนบางพื้นที่ โดยสภาหัวหน้าดับเพลิงแห่งชาติระบุว่า มีไฟป่าเกิดขึ้นพร้อมกันถึง 19 จุดทั่วอังกฤษและเวลส์ สภาพอากาศแห้งแล้งและลมแรงทำให้การควบคุมเพลิงยากขึ้น
ส่วนกรีซเผชิญไฟป่ารุนแรงเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. เกิดไฟป่าทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเทสซาโลนีกี ส่งผลให้ประชาชนหลายพันคนต้องอพยพและมีผู้เสียชีวิต 2 ราย ก่อนเกิดไฟป่าซ้ำในพื้นที่ใกล้เคียงเมื่อวันที่ 4 ก.ค. ทำให้ประชาชนในชุมชนชานเมือง 3 แห่งทางเหนือของเมืองต้องอพยพออกจากบ้านอีกครั้ง
สหรัฐฯ-แคนาดา ระอุ
ไม่ใช่แค่ยุโรปเท่านั้นที่เผชิญวิกฤต ฝั่งอเมริกาเหนือก็ร้อนระอุไม่แพ้กัน โดยหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ และแคนาดากำลังเผชิญคลื่นความร้อนระลอกใหม่ ส่งผลให้อุณหภูมิพุ่งสูงและคุณภาพอากาศย่ำแย่ ประชาชนหลายล้านคนในบอสตัน นิวยอร์ก ฟิลาเดลเฟีย ไปจนถึงบัฟฟาโล ต้องอยู่ภายใต้ประกาศเตือนภัยความร้อนจนถึงวันพุธที่ 15 ก.ค.
พื้นที่ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด ได้แก่ ที่ราบตอนเหนือ มิดเวสต์ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยอุณหภูมิในชิคาโกอาจแตะ 36 องศาเซลเซียส ขณะที่นิวยอร์กอาจแตะ 38 องศาเซลเซียส และกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ราว 39 องศาเซลเซียส
คลื่นความร้อนระลอกนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังสหรัฐฯ เพิ่งเผชิญคลื่นความร้อนทำลายสถิติในช่วงต้นเดือนก.ค. ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 165 ล้านคนตามชายฝั่งตะวันออกและแถบมิดเวสต์ และมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 44 ราย
ด้านแคนาดาประกาศเตือนภัยอากาศร้อนจัดในหลายพื้นที่ ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของออนแทรีโอ รวมถึงบางส่วนของควิเบก แมนิโทบา และนอร์ทเวสต์เทร์ริทอรีส์ กระทบประชาชนหลายล้านคน โดยอากาศร้อนจัดมีแนวโน้มต่อเนื่องจนถึงวันพุธนี้
เมืองโทรอนโตมีอุณหภูมิสูงถึง 36 องศาเซลเซียสเมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. แม้ยังไม่ทำลายสถิติ แต่ก็ทำให้รถไฟโดยสารบางส่วนล่าช้าจากสภาพรางที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่หน่วยงานสิ่งแวดล้อมแคนาดาเตือนว่า อากาศร้อนและชื้นอาจทำให้คุณภาพอากาศแย่ลงไปอีก
เกาหลีใต้ร้อนจัด ออกเตือนภัยฉุกเฉิน
คลื่นความร้อนรุนแรงยังแผ่ปกคลุมมาถึงเอเชีย โดยเกาหลีใต้ออกประกาศเตือนภัยคลื่นความร้อนระดับฉุกเฉินเป็นครั้งแรกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค. ภายใต้ระบบเตือนภัยใหม่ที่เริ่มใช้ในปีนี้ ครอบคลุมเมืองคยองซานและโพฮัง หลังคาดว่าอุณหภูมิอาจพุ่งแตะ 39 องศาเซลเซียส
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาเกาหลีใต้ (KMA) ระบุว่า การแจ้งเตือนภัยระดับฉุกเฉินจะถูกนำมาใช้เมื่อคาดว่าอุณหภูมิสูงสุดที่รับรู้ได้จริงจะแตะ 38 องศาเซลเซียส หรืออุณหภูมิจริงแตะ 39 องศาเซลเซียสภายในวันเดียวกัน
นอกจากนี้ ข้อมูลจาก KMA ระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เกาหลีใต้มีวันคลื่นความร้อนเฉลี่ยปีละ 19 วัน เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากเฉลี่ย 8 วันต่อปีในช่วงทศวรรษ 1970 ขณะที่จำนวนคืนที่อากาศยังร้อนจัดเพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 4 คืน เป็น 14 คืนต่อปี
ทั้งนี้ เกาหลีใต้กำหนดให้วันที่อุณหภูมิสูงสุดแตะ 33 องศาเซลเซียสขึ้นไปเป็น “วันคลื่นความร้อน” ส่วนคืนที่อุณหภูมิต่ำสุดยังอยู่ที่ 25 องศาเซลเซียสขึ้นไปเรียกว่า “คืนเขตร้อน”
เอเชียตะวันออกเจอ “บาหวี่” ถล่ม ฝนตกหนัก-น้ำท่วมซ้ำ
นอกจากคลื่นความร้อน เอเชียตะวันออกกำลังเผชิญความผันผวนของสภาพอากาศจากอิทธิพลของไต้ฝุ่น “บาหวี่” (Bavi) ซึ่งเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดของปีนี้ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและลมกระโชกแรงในหลายพื้นที่ ตั้งแต่จีน ไต้หวัน ไปจนถึงญี่ปุ่น
จีนได้รับผลกระทบหนักที่สุด ทางการสั่งอพยพประชาชนกว่า 1.8 ล้านคนในมณฑลเจ้อเจียงและฝูเจี้ยนไปยังพื้นที่ปลอดภัย ขณะที่มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือประกาศเตือนภัยน้ำท่วมระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด หลังพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงทำให้ถนนหลายสายจมอยู่ใต้น้ำ รถยนต์ได้รับความเสียหาย และเส้นทางคมนาคมบางส่วนถูกตัดขาด
ด้านไต้หวัน แม้พายุไม่ได้เคลื่อนขึ้นฝั่งโดยตรง แต่ลมกระโชกแรงทำให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 87 คน ส่วนญี่ปุ่นยังเผชิญฝนตกหนัก ลมแรง และคลื่นสูงในบริเวณหมู่เกาะโอกินาวาและอามามิ แม้พายุเคลื่อนตัวออกห่างจากโอกินาวาแล้ว
ก่อนหน้านี้ จีนเพิ่งได้รับผลกระทบจากพายุไมสัก ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนัก ส่งผลให้เขื่อนอ่างเก็บน้ำแห่งหนึ่งในกว่างซีพังทลาย และเกิดน้ำท่วมกับดินถล่มในหลายพื้นที่ เบื้องต้นมีรายงานผู้เสียชีวิตและสูญหายจำนวนมาก
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า จีนอาจเผชิญสภาพอากาศแปรปรวนรุนแรงขึ้นในปีนี้ โดยปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) อาจทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นและเปลี่ยนแปลงเส้นทางพายุไต้ฝุ่น ขณะที่การทวีกำลังอย่างรวดเร็วของพายุทำให้ชุมชนและหน่วยงานฉุกเฉินมีเวลาเตรียมรับมือน้อยลง
จับตา “ซูเปอร์เอลนีโญ” ตัวแปรใหญ่ครึ่งปีหลัง
นักพยากรณ์อากาศทั่วโลกจับตาความเป็นไปได้ที่โลกจะเผชิญปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งอาจดันอุณหภูมิโลกให้สูงขึ้นไปอีก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดสภาพอากาศสุดขั้วที่รุนแรงและยาวนานกว่าปกติ
องค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ประเมินว่า มีโอกาส 63% ที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 องศาเซลเซียส ซึ่งหากแตะระดับดังกล่าว NOAA จะจัดว่าเป็น “เอลนีโญที่รุนแรงมาก”
ขณะเดียวกัน แบบจำลองสภาพภูมิอากาศจากทั้งสหรัฐฯ และยุโรปต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า อุณหภูมิโลกมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า แม้การคาดการณ์ในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะยังมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะซูเปอร์เอลนีโญ
ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่เริ่มจับตาวิกฤตดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยสำนักงานพยากรณ์อากาศคาดว่า อุณหภูมิในช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. จะสูงกว่าค่าเฉลี่ยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะฝั่งตะวันตกและตะวันออกของประเทศ รวมถึงโอกินาวาและหมู่เกาะอามามิทางตอนใต้ ซึ่งอาจกระทบต่อการเติบโตของพืชและผลผลิตทางการเกษตร
สำหรับไทย ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ประเมินว่า เอลนีโญจะกระทบภาคเกษตรของไทยช่วงครึ่งหลังปี 69 ต่อเนื่องถึงครึ่งปีแรกของปี 70 ซึ่งจะทำให้ผลผลิตเกษตรเสียหายราว 6.2 หมื่นล้านบาท โดยข้าวเสียหายมากสุด ซึ่งผลผลิตที่ลดลงนี้ จะกดดันให้รายได้เกษตรกรในปี 69 มีแนวโน้มลดลงราว 8%
เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายภูมิภาคเช่นนี้ กำลังสะท้อนว่า คลื่นความร้อน พายุรุนแรง และภัยพิบัติจากสภาพอากาศ ไม่ใช่ปรากฏการณ์เฉพาะจุดอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นความเสี่ยงที่เกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น และหากซูเปอร์เอลนีโญก่อตัวขึ้นจริงตามที่คาดการณ์ไว้ในช่วงครึ่งปีหลัง ความเสี่ยงนี้ก็มีแนวโน้มจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก
แม้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่อาจระบุได้ว่า ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือ “ความปกติใหม่” แล้วหรือไม่ แต่แนวโน้มที่ชัดเจนคือ สภาพอากาศสุดขั้วกำลังกลายเป็นความเสี่ยงถาวรที่โลกต้องเตรียมรับมือ
โดย วรวิชญ์ สิทธิวัง/กัลยาณี ชีวะพานิช





