
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลก ที่เริ่มมีทิศทางคลี่คลาย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าหลายรายการเริ่มปรับลดลง โดยเฉพาะราคาปุ๋ย และบรรจุภัณฑ์พลาสติก ที่ทยอยกลับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติความขัดแย้งระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม สินค้าที่จำหน่ายอยู่ในตลาดปัจจุบันจำนวนหนึ่ง ยังสะท้อนต้นทุนจากวัตถุดิบและสินค้าที่ผู้ประกอบการนำเข้าในช่วงที่ราคาพลังงานอยู่ในระดับสูง จึงต้องใช้ระยะเวลาให้ต้นทุนใหม่ทยอยสะท้อนมายังราคาจำหน่าย
กรมการค้าภายใน จึงยังคงติดตามสถานการณ์ต้นทุนสินค้าอย่างใกล้ชิด ภายใต้กลไกคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) โดยให้ความสำคัญ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ การดูแลให้มีปริมาณสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน และกำกับให้โครงสร้างราคาจำหน่ายสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค
นายวิทยากร กล่าวว่า แม้สถานการณ์ด้านพลังงานจะเริ่มผ่อนคลาย แต่ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ที่อาจส่งผลต่อต้นทุนสินค้าในอนาคต กรมการค้าภายใน จึงยังคงติดตามต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภค และอาหารปรุงสำเร็จอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานเริ่มปรับลดลง เพื่อประเมินว่าราคาสินค้าปลายทาง ควรปรับตัวให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างเหมาะสม
โดยล่าสุด วานนี้ (16 ก.ค.) กรมการค้าภายใน ได้เชิญผู้ประกอบการรายใหญ่ ผู้ผลิต และผู้แทนห้างค้าปลีก ในกลุ่มสินค้าอาหารและเครื่องดื่ม ของใช้ประจำวัน เครื่องใช้ไฟฟ้า ยางรถยนต์ และพลาสติก ร่วมหารือติดตามสถานการณ์ต้นทุนและภาวะตลาด โดยที่ประชุมยืนยันว่า ปัจจุบันปริมาณสินค้าในประเทศยังมีเพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ต้นทุนด้านบรรจุภัณฑ์พลาสติก และค่าขนส่งปรับลดลงประมาณ 20% จากจุดสูงสุดในช่วงวิกฤติ
ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ ยังคงรับภาระต้นทุนเดิมไว้โดยไม่ปรับขึ้นราคาสินค้า แม้บางรายการจะปรับลดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อบริหารต้นทุน ทั้งนี้ กรมยังได้รับทราบข้อเสนอและข้อกังวลของภาคเอกชน เพื่อนำไปประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาในส่วนที่สามารถดำเนินการได้

นายวิทยากร กล่าวว่า กรมการค้าภายใน ยังได้เชิญผู้ผลิตและผู้จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่กว่า 80 ราย มาติดตามสถานการณ์ต้นทุนอย่างใกล้ชิด และขอความร่วมมือไม่ให้ปรับขึ้นราคาสินค้าจำเป็น ในช่วงที่ประชาชนยังเผชิญภาระค่าครองชีพสูง ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยยังคงตรึงราคาสินค้าหลายรายการ แม้ว่าบางรายจะมีต้นทุนใกล้เคียงกับราคาจำหน่ายแล้วก็ตาม
สำหรับการดูแลราคาขายอาหารปรุงสำเร็จหรืออาหารจานเดียว กรมการค้าภายใน ให้ความสำคัญกับการติดตามต้นทุนอย่างรอบด้าน เนื่องจากต้นทุนของผู้ประกอบการประกอบด้วยทั้งต้นทุนทางตรง ได้แก่ ค่าเช่าพื้นที่ ค่าวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าก๊าซหุงต้ม รวมถึงต้นทุนทางอ้อม เช่น ค่าไฟฟ้า และค่าน้ำประปา ซึ่งภาครัฐในทุกหน่วยงาน ได้ร่วมกันดำเนินมาตรการเพื่อลดภาระต้นทุนในแต่ละด้าน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ มีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลราคาวัตถุดิบ เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคาอาหารและลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
ปัจจุบันวัตถุดิบสำคัญหลายรายการ ยังสามารถรักษาระดับราคาได้ และบางรายการมีแนวโน้มปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง อาทิ วัตถุดิบทั่วไป ได้แก่ ข้าวสารเหนียว เกลือป่น ซีอิ๊ว ซอสหอยนางรม ซอสพริก และซอสมะเขือเทศ วัตถุดิบตามฤดูกาล ได้แก่ กุ้งขาว ถั่วฝีกยาว กวางตุ้ง ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน ผักชี พริกขี้หนูจินดา และมะนาว ในส่วนของวัตถุดิบที่เป็นสินค้าควบคุมไม่มีการปรับขึ้น ได้แก่ น้ำตาลทรายขาว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และนมพร้อมดื่ม ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบหลักในการประกอบอาหารจานเดียว ส่งผลดีต่อการบริหารต้นทุนของผู้ประกอบการร้านอาหาร และช่วยชะลอแรงกดดันต่อราคาจำหน่ายอาหาร
ในส่วนของข้าวสารบรรจุถุง ที่มีข้อเสนอเรื่องการปรับราคานั้น นายวิทยากร กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญมาจากราคาข้าวเปลือกที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับความต้องการปลายข้าวขาวที่เพิ่มขึ้น เพื่อใช้ทดแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีราคาปรับสูงขึ้นประมาณ 23% ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตข้าวสารบรรจุถุงเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการยังคงให้ความร่วมมือในการตรึงราคาจำหน่าย และคาดว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวโพดรอบใหม่ในช่วงเดือนสิงหาคม ความต้องการปลายข้าวจะลดลง ส่งผลให้ต้นทุนและราคาข้าวสาร มีแนวโน้มปรับลดลงตามกลไกตลาด
นอกจากนี้ กรมการค้าภายใน เตรียมร่วมมือกับห้างค้าปลีก และผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายและโปรโมชันลดราคาสินค้าจำเป็นอย่างต่อเนื่อง ทั้งแชมพู สบู่ ยาสีฟัน น้ำตาลทราย ปลากระป๋อง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นอื่น ๆ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน และรองรับการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”
“กรมการค้าภายใน จะติดตามสถานการณ์ต้นทุน และราคาสินค้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้กลไกตามกฎหมาย กำกับดูแลผู้ประกอบการไม่ให้ฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาเกินสมควร รวมทั้งขอความร่วมมือผู้ผลิต ผู้จำหน่าย และห้างค้าปลีก กำกับดูแลร้านค้าตัวแทนจำหน่ายให้จำหน่ายสินค้าในราคาที่สอดคล้องกับต้นทุน เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าอุปโภค-บริโภค และวัตถุดิบที่จำเป็นได้อย่างเพียงพอ ในราคาที่เป็นธรรม และสร้างสมดุลระหว่างการดูแลผู้บริโภค และผู้ประกอบการควบคู่กันไป” อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าว

สำหรับวัตถุดิบอาหารจานเดียว นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อาหารจานเดียว มีต้นทุนที่สำคัญ 2 อย่าง คือ ต้นทุนการประกอบอาหารจานเดียวได้แก่ ต้นทุนทางตรง ประกอบด้วย ค่าเช่าที่ ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าวัตถุดิบ และ ต้นทุนแฝง ประกอบด้วย ค่าขนส่ง ค่าไฟ ค่าน้ำ เป็นต้น
โดยในส่วนของต้นทุนทั้งหมดนี้ มีหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแล และช่วยลดต้นทุนให้แก่พี่น้องประชาชนอยู่ในทุกด้าน โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ มีภารกิจหลักในการติดตาม และกำกับดูแลวัตถุดิบ เพื่อให้ราคาอาหารปรุงสำเร็จอยู่ในระดับที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค

สำหรับโครงการไทยช่วยไทย นายจักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการเพิ่มทางเลือกให้กับพี่น้องประชาชน กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครองขับเคลื่อนนโยบายการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอ กว่า 800 แห่งทั่วประเทศ โดยจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด สินค้าชุมชน และสินค้าจากผู้ประกอบการ SMEs ในทุกวันศุกร์ของเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาจำนวน 5 ครั้ง มียอดจำหน่ายสินค้า จำนวน 135.40 ล้านบาท ลดภาระค่าของชีพได้ 29.62 ล้านบาท
โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย จัดให้มีการจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอ ต่อเนื่องเป็นเฟสที่ 2 ตั้งแต่ต้นเดือนก.ค.ที่ผ่านมา โดยจัดครั้งแรกในวันศุกร์ที่ 3 ก.ค 69 จากข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มีสินค้าเข้าร่วมโครงการทั้งห้างค้าส่งค้าปลีก (โมเดิร์นเทรด) สินค้าชุมชน (OTOP) และสินค้าชุมชน และSMEs เข้าร่วมจำหน่ายสินค้า 43,649 ร้านค้า มีประชาชนไปจับจ่ายใช้สอย 174,425 คน ยอดการจำหน่ายสินค้า 16.95 ล้านบาท ลดภาระค่าของชีพได้ 2.9 ล้านบาท
ในจำนวนนี้ เป็นการจำหน่ายสินค้า OTOP และสินค้าชุมชนและ SMEs ในสัดส่วนที่สูง การจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ในวันนี้ ทราบจากพาณิชย์จังหวัดหลายจังหวัด ว่ามีการจับจ่ายใช้สอยอย่างคึกคักสำหรับการจำหน่ายในครั้งต่อไปจะเป็นวันศุกร์ที่ 31 ก.ค 69 และจะจัดอย่างต่อเนื่องทุก 2 สัปดาห์ศุกร์เว้นศุกร์ ไปจนถึงวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 69
“ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ไปร่วมจับจ่ายใช้สอยสินค้าไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอ นอกจากจะได้ลดภาระค่าใช้จ่ายโดยการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดแล้ว ยังได้ร่วมสนับสนุนสินค้า OTOP และสินค้าชุมชนและSMEs ให้มีรายได้ที่ดีขึ้นและยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย” รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ระบุ
โดย พณฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์





