ปธ.เฟดเซนต์หลุยส์หนุนขึ้นดอกเบี้ย ชี้แรงขายพันธบัตรสะท้อนตลาดยังไม่มั่นใจการสกัดเงินเฟ้อ

 

การเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้สะท้อนว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จำเป็นต้องตอกย้ำความน่าเชื่อถือในการควบคุมเงินเฟ้อด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย อัลเบอร์โต มูซาเล็ม ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาเซนต์หลุยส์ กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับไฟแนนเชียล ไทมส์ (FT)

มูซาเล็มระบุว่า ในช่วงเวลานี้ การทยอยปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่เนิ่น ๆ เป็นแนวทางที่เหมาะสมกว่า เพราะมีต้นทุนต่ำกว่าและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจน้อยกว่าการรอจนต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่และรวดเร็วในภายหลัง

แม้มูซาเล็มเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงในปีนี้ เขาเปิดเผยว่า ในการประชุมสัปดาห์ล่าสุด เขาได้แสดงความเห็นสนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25%

อย่างไรก็ตาม เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยเลือกติดตามข้อมูลเศรษฐกิจและเงินเฟ้อที่จะประกาศในระยะต่อไป ก่อนตัดสินใจดำเนินนโยบายครั้งถัดไป

การคงอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับถ้อยแถลงของ เควิน วอร์ช ประธานเฟด ที่ส่งสัญญาณว่าเฟดอาจทบทวนองค์ประกอบบางส่วนของกรอบการดำเนินนโยบายด้านเงินเฟ้อ ส่งผลให้ราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงอย่างมาก และผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ปรับขึ้นเหนือระดับ 5.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะเคลื่อนไหวสวนทางกับราคาพันธบัตร

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ต้นทุนการกู้ยืมทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจสูงขึ้น ทั้งสินเชื่อที่อยู่อาศัย หนี้ภาคธุรกิจ และต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐ อีกทั้งยังอาจกดดันมูลค่าหุ้น เนื่องจากผลตอบแทนในอนาคตของบริษัทมีความน่าสนใจลดลงเมื่อเทียบกับผลตอบแทนจากพันธบัตร

ในการประชุมครั้งล่าสุด กรรมการ FOMC ที่มีสิทธิออกเสียง 3 จากทั้งหมด 12 คน ลงมติไม่เห็นด้วยกับการคงอัตราดอกเบี้ย และสนับสนุนให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% โดยเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 คนระบุเมื่อวันศุกร์ (31 ก.ค.) ว่า การไม่ปรับขึ้นต้นทุนการกู้ยืมระยะสั้นในทันที อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟด ซึ่งเงินเฟ้ออยู่เหนือระดับดังกล่าวต่อเนื่องมานานกว่า 5 ปีแล้ว

ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 67% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนก.ย.

ความเห็นของมูซาเล็มยังสะท้อนว่า การสนับสนุนนโยบายการเงินที่เข้มงวดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกรรมการ FOMC 3 คนที่ลงมติคัดค้าน แต่ยังได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่เฟดรายอื่นด้วย ซึ่งยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนเกี่ยวกับช่วงเวลาและจังหวะของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอนาคต

โดยทั่วไป การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมักเป็นปัจจัยบวกต่อส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยของธนาคาร แต่จะสร้างแรงกดดันต่อหุ้นที่อ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ย เช่น หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี อสังหาริมทรัพย์ และสินค้าอุปโภคบริโภคที่ไม่จำเป็น

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช