ลิซา คุก ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ย้ำชัดพร้อมสนับสนุนเฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อไม่ชะลอตัวลง โดยเตือนว่าคณะกรรมการกำหนดนโยบายของเฟดอาจไม่มีเวลาเหลือเฟือที่จะรอจนกว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมายที่ 2%
คุกกล่าวในงานหนึ่งเมื่อวันพุธ (5 ส.ค.) ว่า หากเธอยังไม่เห็นสัญญาณของเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องในเร็ว ๆ นี้ เธอก็พร้อมที่จะดำเนินการ พร้อมกับกล่าวว่า การที่เงินเฟ้ออยู่สูงกว่าเป้าหมายมาเป็นเวลานานถึง 5 ปีนั้น ทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นว่าภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเช่นนี้อาจมีผลต่อพฤติกรรมการกำหนดราคาและค่าจ้าง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อ และจะทำให้เฟดควบคุมได้ยากขึ้น
ผู้ว่าการเฟดยังกล่าวด้วยว่า มีความเป็นไปได้ที่ผลกระทบที่ลดน้อยลงจากภาษีศุลกากร แนวโน้มราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง ตลอดจนแรงกดดันที่ผ่อนคลายลงเกี่ยวกับกระแสความนิยมในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจช่วยบรรเทาภาวะเงินเฟ้อและลดความจำเป็นในการใช้นโยบายคุมเข้มทางการเงิน
อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่า การทำให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอันดับแรกในการบรรลุภารกิจ Dual Mandate ตามที่สภาคองเกรสได้มอบหมายให้กับเฟด ทั้งนี้ ภารกิจดังกล่าวหมายถึงการจ้างงานที่ขยายตัวอย่างเต็มศักยภาพและอัตราเงินเฟ้อที่เคลื่อนตัวสู่เป้าหมายที่ระดับ 2%
สำหรับการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 28-29 ก.ค.ที่ผ่านมา แม้ว่าคุกจะสนับสนุนมติคงอัตราดอกเบี้ย แต่เธอก็เตือนว่ายิ่งเงินเฟ้ออยู่สูงกว่าเป้าหมายของเฟดนานเท่าใด ภารกิจในการควบคุมเงินเฟ้อก็ยิ่งจะยากลำบากมากขึ้นเท่านั้น
ในการประชุมเดือนที่แล้ว คณะกรรมการเฟดมีมติ 9-3 คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% โดยผลการประชุมไม่เป็นเอกฉันท์ เนื่องจากกรรมการเฟด 3 ราย ได้แก่ เบธ แฮมแมค ประธานเฟดสาขาคลีฟแลนด์, นีล แคชแครี ประธานเฟดสาขามินนิอาโปลิส และลอรี โลแกน ประธานเฟดสาขาดัลลัส โหวตสนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดเป็นเวลากว่า 5 ปี
โดย รัตนา พงศ์ทวิช/ปนัยดา ปัทมโกวิท





