
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (10 ส.ค.) เพื่อลดจำนวนวัคซีนที่แนะนำสำหรับเด็กชาวอเมริกันทุกคน โดยการเคลื่อนไหวดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากบุคลากรทางการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข
ฝ่ายบริหารระบุว่า คำสั่งดังกล่าวถือเป็นการกำหนด “มาตรฐานทองคำด้านวัคซีนสำหรับเด็ก” ด้วยการแนะนำให้เด็กทุกคนรับวัคซีน 11 ชนิด ลดลงจาก 18 ชนิดตามที่สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกาแนะนำไว้ในปัจจุบัน โดยวัคซีนหลายรายการถูกลดสถานะจากวัคซีนที่แนะนำสำหรับเด็กทุกคน ไปเป็นวัคซีนที่แนะนำเฉพาะกลุ่มเสี่ยง หรือให้แพทย์และผู้ปกครองร่วมกันตัดสินใจเป็นรายกรณี
วัคซีนตัวไหนยังอยู่ ตัวไหนถูกลดสถานะ
จากการรายงานของสำนักข่าวซินหัว วัคซีน 11 ชนิดที่ยังคงแนะนำสำหรับเด็กทุกคน ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคหัด โรคคางทูม โรคหัดเยอรมัน โรคคอตีบ โรคบาดทะยัก โรคไอกรน โรคโปลิโอ โรคติดเชื้อฮีโมฟิลุสอินฟลูเอนเซ่ชนิดบี โรคติดเชื้อนิวโมคอคคัส โรคติดเชื้อไวรัสเอชพีวี และโรคอีสุกอีใส
ส่วนวัคซีนป้องกันไวรัสอาร์เอสวี ไวรัสตับอักเสบเอและบี โรคไข้กาฬหลังแอ่น และโรคไข้เลือดออก กลายเป็นวัคซีนที่แนะนำเฉพาะกลุ่มหรือประชากรที่มีความเสี่ยงสูง ขณะที่วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ โควิด-19 โรตาไวรัส รวมถึงไวรัสตับอักเสบเอและบี และโรคไข้กาฬหลังแอ่น ในบางกรณีต้องมีการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์กับผู้ปกครอง
คำสั่งดังกล่าวยังเสนอให้แยกการรับวัคซีนออกเป็นหลายครั้ง “ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” แทนการรับวัคซีนหลายตัวในการพบแพทย์ครั้งเดียว ทั้งยังสั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขศึกษาทางเลือกในการแยกฉีดวัคซีน MMR (หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน) แทนการฉีดวัคซีนรวมเข็มเดียวตามแนวทางในปัจจุบัน
ทำเนียบขาวระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอ้างอิงจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ การเปรียบเทียบกับแนวทางของประเทศอื่น ๆ และการเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ โดยอ้างถึงผลการประเมินของกระทรวงสาธารณสุขที่ระบุว่า ปัจจุบัน สหรัฐฯ แนะนำวัคซีนสำหรับเด็กมากกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ โดยบางประเทศในยุโรปแนะนำให้เด็กรับวัคซีนในจำนวนโดสน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของที่สหรัฐฯ แนะนำ
ฝ่ายบริหารเน้นย้ำว่า สหรัฐฯ ควรปรับแนวทางการแนะนำวัคซีนให้สอดคล้องกับ “แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด” ของประเทศที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีทางเลือกในการตัดสินใจมากขึ้น และชี้ให้เห็นว่า หลายประเทศสามารถรักษาอัตราการรับวัคซีนในระดับสูงได้ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นและให้ความรู้แก่ประชาชน มากกว่าการใช้มาตรการบังคับ
โรเบิร์ต เอฟ เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นกำลังสำคัญที่ผลักดันการปรับเปลี่ยนตารางการให้วัคซีนสำหรับเด็ก โดยก่อนหน้านี้ในช่วงต้นปี กระทรวงสาธารณสุขเคยพยายามถอดวัคซีนหลายรายการออกจากบัญชีวัคซีนที่แนะนำสำหรับเด็กทุกคน แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวถูกศาลรัฐบาลกลางสั่งระงับไว้
จุดชนวนถกเถียงในวงการแพทย์
องค์กรทางการแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขออกมาโต้แย้งว่า ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใหม่ใด ๆ ที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พร้อมกับเตือนว่าตารางการรับวัคซีนที่ลดลงและการต้องไปรับวัคซีนบ่อยขึ้น อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการรับวัคซีนล่าช้าหรือพลาดการรับวัคซีน
ที่ผ่านมานั้น ทรัมป์ตั้งคำถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เด็กได้รับวัคซีนมากเกินไปหรือไม่ และยังเชื่อมโยงการวินิจฉัยภาวะออทิสติกที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐฯ กับการฉีดวัคซีนในเด็ก โดยในพิธีลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารครั้งนี้ ทรัมป์ก็ได้เน้นย้ำถึงความกังวลเกี่ยวกับจำนวนและช่วงเวลาของการฉีดวัคซีนในเด็กอีกครั้ง
“เมื่อหลายสิบปีก่อน เด็ก ๆ ได้รับวัคซีนเพียงเศษเสี้ยวของจำนวนที่กำหนดในปัจจุบัน” ทรัมป์กล่าว “ในสมัยนั้น ผู้คนมีสุขภาพดีกว่านี้มาก และแน่นอนว่าไม่พบอัตราการวินิจฉัยภาวะออทิสติกในระดับสูงเหมือนปัจจุบัน”
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ดำเนินการในหลายประเทศตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ไม่พบความเชื่อมโยงเชิงเหตุและผลระหว่างวัคซีนกับภาวะออทิสติก โดยสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริการะบุว่า มีงานวิจัยที่ออกแบบมาอย่างรัดกุมมากกว่า 40 ฉบับ ซึ่งศึกษาประเด็นดังกล่าวในเด็กหลายล้านคน และไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างวัคซีนกับภาวะออทิสติก
แอนดรูว์ ราซีน ประธานสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา แถลงว่า “ไม่มีหลักฐานใหม่เพียงพอที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงแนวทางการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในเด็ก งานวิจัยหลายสิบฉบับที่ศึกษาผู้คนหลายล้านคนแสดงให้เห็นว่า ไม่มีความเชื่อมโยงระหว่างวัคซีนกับภาวะออทิสติก แต่ผู้นำรัฐบาลกลางยังคงเผยแพร่แนวคิดที่ล้าสมัยและพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจสร้างความหวาดกลัวให้แก่ครอบครัว”
ขณะเดียวกัน แจน คาร์นีย์ ประธานวิทยาลัยแพทย์แห่งอเมริกา แถลงว่า การกระจายการฉีดวัคซีนออกเป็นหลายครั้งอาจเพิ่มภาระให้แก่ครอบครัว โดยอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้ารับบริการทางการแพทย์เพิ่มขึ้น รวมถึงทำให้ผู้ปกครองและเด็กเสียเวลามากขึ้น เนื่องจากต้องลางานและขาดเรียนเพื่อเข้ารับวัคซีน
นอกจากนี้ ข้อเสนอในการแยกฉีดวัคซีน MMR (หัด-คางทูม-หัดเยอรมัน) ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยบริษัทเมอร์ค (Merck) ผู้ผลิตวัคซีนรวมดังกล่าว ระบุว่า วัคซีนชนิดนี้มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับเป็นเวลาหลายสิบปี และเตือนว่าการแยกวัคซีนทั้งสามชนิดออกจากกันอาจทำให้การรับวัคซีนล่าช้าหรือพลาดการรับวัคซีนได้
ด้านบรรดาผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาโต้แย้งการเปรียบเทียบสหรัฐฯ กับประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ โดยชี้ว่าแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันทั้งในด้านภาระของโรค โครงสร้างประชากร และระบบสาธารณสุข
ข้อถกเถียงดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่โรคหัดกำลังกลับมาระบาด และอัตราการได้รับวัคซีนของเด็กในสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐฯ ระบุว่า ณ วันที่ 6 สิงหาคม สหรัฐฯ มีผู้ป่วยโรคหัดที่ได้รับการยืนยันแล้ว 2,465 รายในปี 2569 ซึ่งเป็นจำนวนผู้ป่วยรายปีสูงสุดในรอบ 35 ปี ขณะเดียวกัน ในปีการศึกษา 2567-2568 อัตราการรับวัคซีนในกลุ่มเด็กอนุบาลของสหรัฐฯ ลดลงจากปีก่อนหน้าในวัคซีนทุกชนิดที่มีการรายงานข้อมูลเป็นประจำตามระบบของสหรัฐฯ
ท่ามกลางสถานการณ์ดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเตือนว่า การลดจำนวนวัคซีนที่แนะนำให้เด็กทุกคนได้รับ อาจยิ่งส่งผลให้อัตราการรับวัคซีนลดลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการระบาดของโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยการรับวัคซีน
โดย ปรียพรรณ มีสุข/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์





