MEDEZE งัดกลยุทธ์เชิงรุก ชูมาตรฐาน Cell Bank รายแรกในไทย เดินหน้าขยายตลาดฟิลิปปินส์-อินโดฯ รักษาเป้ารายได้

บมจ.เมดีซ กรุ๊ป [MEDEZE] คาดแนวโน้มธุรกิจครึ่งหลังปี 2569 ฟื้นตัวสดใส รับอานิสงส์ช่วงไฮซีซันและเริ่มรับรู้รายได้จากตลาดฟิลิปปินส์ พร้อมเตรียมบินลุยตลาดอินโดนีเซีย หลังผลงานไตรมาส 2/69 มีกำไรสุทธิ 40.18 ล้านบาท ลดลง 27% (YoY) และรายได้ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 345.92 ล้านบาท ชะลอตัวลงจากผลกระทบสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และกำลังซื้อในประเทศชะลอตัว

นายปิยวัชร ราชพลสิทธิ์ รองประธานกรรมการบริษัท บมจ.เมดีซ กรุ๊ป [MEDEZE] เปิดเผยถึงแนวโน้มธุรกิจในครึ่งปีหลังปี 69 คาดเติบโตดีเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก จากปัจจัยฤดูกาลในไตรมาส 4 นอกจากนี้คาดว่าจะเติบโตดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากไตรมาส 3- 4 ปีก่อน ได้รับผลกระทบจากลูกค้ากัมพูชาที่ลดลงจากความขัดแย้งระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชา

นอกจากนี้ภายหลังจากบริษัทได้รับมาตรฐานธนาคารเซลล์ หรือ Cell Banking เป็นแห่งแรกในประเทศไทย ตามหลักเกณฑ์การรับรองมาตรฐานธนาคารเซลล์เป็นปัจจัยหนุน เนื่องจากบริษัทปัจจุบันเป็นรายเดียวในปัจจุบันที่ได้รับมาตรฐาน ทำให้ลูกค้ามีข้อพิจารณาในการเลือกรับบริการที่ได้รับมาตรฐาน อีกทั้งในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จากลูกค้าฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ช่วงปลายเดือนบริษัทเตรียมเดินทางไปพบนักลงทุนที่มีศักยภาพในอินโดนีเซียเพื่อเตรียมขยายธุรกิจในพื้นที่ดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าเป้าหมายรายได้ปี 69 ที่ 1,000 ล้านบาท อาจมีความท้าทายมากขึ้น หลังจากครึ่งปีแรกของปี 69 มีรายได้ 345.92 ล้านบาท ลดลง 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากกลุ่มลูกค้ากัมพูชาที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากการปิดด่านและข้อจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศ ซึ่งยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นตัวกลับมา แต่บริษัทยังคงเดินหน้าขยายฐานลูกค้าต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าในปี 70 จะเห็นการขยายลูกค้าต่างประเทศที่ชัดเจนมากขึ้น

ขณะเดียวกันลูกค้าในประเทศชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลให้ลูกค้าเลื่อนการจัดเก็บสเต็มเซลล์ แต่มีโอกาสฟื้นตัวเพราะการทำสัญญายังคงเติบโต โดยเฉพาะการเก็บสเต็มเซลล์ไขมัน ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ปี 70 ที่ 1,250 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการจัดทำกลยุทธ์เพื่อดำเนินให้บรรลุได้ตามเป้าหมาย

ทั้งนี้ บริษัทรายงานผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/69 รายได้รวมอยู่ที่ 170.31 ล้านบาท ลดลง 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) และลดลง 14% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ด้านกำไรสุทธิของกลุ่มบริษัทอยู่ที่  40.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% QoQ แต่ลดลง 27% YoY

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืน และชดเชยการชะลอตัวชั่วคราวในไตรมาส 2/69 กลุ่มบริษัทฯ ได้คงการวางกลยุทธ์เชิงรุกผ่านการยกระดับมาตรฐานสากลและการขยายฐานลูกค้าต่างประเทศ ดังนี้

1.การดำเนินการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์เพื่อสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ โดยเน้น 2 มาตรฐานหลัก คือ

– การได้รับรองมาตรฐานธนาคารเซลล์ (Cell Bank) โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ถูกกฎหมายเพียงรายเดียวในประเทศไทย โดยบริษัทได้รับอนุมัติการรับรองในไตรมาส 2/69 ที่ผ่านมา

    – มาตรฐานการให้บริการที่ดี (GMP) ที่มุ่งเน้นความปลอดภัยในทุกขั้นตอนการให้บริการและกระบวนการผลิตทางการแพทย์ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ความปลอดภัยระดับสูงสุด

    โดยการได้รับรองมาตรฐานเหล่านี้จะช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของกลุ่มบริษัทฯ จากผู้ให้บริการทั่วไปสู่ “ผู้นำด้านนวัตกรรมทางการแพทย์” ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า และเพิ่มอัตราการตัดสินใจซื้อของลูกค้า รวมถึงส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) ที่มากขึ้น ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    2.การขยายฐานรายได้สู่ตลาดต่างประเทศ โดยในไตรมาส 2/69 กลุ่มบริษัทฯ ได้ดำเนินการเปิดตลาดใหม่ คือ ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงและมีความต้องการทางการแพทย์เฉพาะทาง

    3.การมุ่งมั่นทำงานศึกษาการวิจัยยา ในเรื่องของการรักษาข้อเข่าเสื่อม และการชะลอผิวใบหน้าเสื่อมตามวัยให้สำเร็จ เพื่อการขึ้นทะเบียนยา ด้วยสเต็มเซลล์จากไขมันของตัวเอง ซึ่งจะเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีมากขึ้นในอนาคต หากกลุ่มบริษัทฯ สามารถขึ้นทะเบียนยาสำเร็จ

    โดย วรินทร ศิรินอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ข่าวล่าสุด