
กรุงเทพมหานครเตรียมรับมือกับอากาศแห้งจัด หลังผลการวิจัยล่าสุดเตือนว่า ปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่าง “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ที่กำลังก่อตัวขึ้นในช่วงปลายปีนี้ มีแนวโน้มจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อ 12 เมืองใหญ่ทั่วทวีปเอเชีย โดยบางเมืองอาจเผชิญกับภัยแล้งยาวนานหลายเดือน ขณะที่บางเมืองกลับถูกถล่มด้วยน้ำท่วมหนัก ซึ่งเป็นวิกฤตที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในบันทึกประวัติศาสตร์
รายงานวิจัยดังกล่าวเผยแพร่โดยองค์กร WaterAid และจัดทำโดยทีมอาจารย์จากมหาวิทยาลัยบริสตอล (University of Bristol) และมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ (Cardiff University) ซึ่งศึกษาข้อมูลปริมาณฝนย้อนหลัง 44 ปี ใน 12 เมืองใหญ่ทั่วเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกับระดับความรุนแรงของเอลนีโญในอดีต ผลวิจัยพบว่า ยิ่งเอลนีโญรุนแรงมากเท่าไร ปริมาณฝนของแต่ละเมืองก็ยิ่งเบี่ยงเบนไปจากค่าปกติมากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงในแต่ละเมือง โดยจาการ์ตาและสุราบายา (อินโดนีเซีย), พนมเปญ (กัมพูชา), กรุงเทพฯ (ไทย), กัวลาลัมเปอร์ (มาเลเซีย) และมุมไบ (อินเดีย) ต่างมีสภาพอากาศที่แห้งแล้งขึ้นเมื่อเอลนีโญทวีความรุนแรง ในทางกลับกัน เซี่ยงไฮ้และหางโจว (จีน) รวมถึงโคลอมโบ (ศรีลังกา) กลับมีฝนชุ่มฉ่ำจนอาจเกิดน้ำท่วม ขณะที่เมืองไฟซาลาบาดและการาจี (ปากีสถาน) และกรุงดาการ์ (บังกลาเทศ) ตั้งอยู่ระหว่างสองโซนนี้ จึงมีโอกาสเกิดสภาพอากาศสุดขั้วได้ทั้งสองรูปแบบ ซึ่งทำให้รัฐบาลในพื้นที่เหล่านั้นเจองานหนักที่สุดในการวางแผนรับมือ
เอลนีโญปีนี้รุนแรงกว่าทุกปีจนคาดเดาผลกระทบไม่ได้
โดยปกติ ปรากฏการณ์เอลนีโญจะเกิดขึ้นทุก ๆ 5-10 ปี จากการสะสมความร้อนที่ผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิก และส่งผลให้มวลความชื้นเคลื่อนตัวไปทั่วโลก แต่ความแตกต่างของปีนี้คือความรุนแรงของปรากฏการณ์ ซึ่งถูกจัดอยู่ในระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” และหน่วยงานอุตุนิยมวิทยาและนักวิจัยทั่วโลกกำลังเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเอลนีโญครั้งนี้กำลังทวีความรุนแรงด้วยความเร็วที่ผิดปกติ และอาจส่งผลกระทบต่อรูปแบบสภาพอากาศทั้งหมด
การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิอาจสูงถึง 3.6 องศาเซลเซียสเหนือระดับปกติ เมื่อเทียบกับสถิติเดิมที่ 2.75 องศาเซลเซียส ในช่วงเอลนีโญปี 2558-2559 ซึ่งนักวิจัยระบุว่า ยังไม่เคยมีสถิติใดในอดีตที่เฉียดใกล้กับสิ่งคาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นในครั้งนี้ ส่งผลให้ขอบเขตของผลกระทบจริงยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ทีมนักวิจัยเตือนว่า “ภายใต้ปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนี้ เรากำลังอยู่ในดินแดนที่ไม่เคยมีใครสำรวจมาก่อน” โดยศาตราจารย์ ไมเคิล ซิงเกอร์ จากมหาวิทยาลัยคาร์ดิฟฟ์ ระบุว่า ความผิดปกติของอุณหภูมิน้ำทะเลที่มหาศาลนี้ จะทำให้มวลความชื้นเคลื่อนตัวในทิศทางที่เฉพาะเจาะจงและส่งผลสุดขั้วยิ่งขึ้น ทำให้พื้นที่ที่เสี่ยงภัยแล้งอยู่แล้วจะยิ่งแล้งหนัก ส่วนพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมก็จะเผชิญภัยน้ำท่วมอย่างรุนแรง
อย่างไรก็ตาม เอลนีโญไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่กำหนดปริมาณฝนในภูมิภาค นักวิจัยชี้ว่ายังมีปรากฏการณ์ Indian Ocean Dipole, Madden-Julian Oscillation และ Pacific Decadal Oscillation ซึ่งหากเกิดขึ้นในทิศทางเดียวกันก็จะยิ่งทวีความรุนแรงของเอลนีโญ แต่ถ้าสวนทางกันก็จะช่วยบรรเทาความรุนแรงลงได้
แคเทอรีนา มิคาเอลิเดส จากมหาวิทยาลัยบริสตอล กล่าวว่า “ปริมาณฝนในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งถูกกำหนดโดยอิทธิพลทางสภาพอากาศที่ทับซ้อนกันหลายประการ และเอลนีโญเป็นเพียงหนึ่งในนั้น แต่การวิเคราะห์ของเราแสดงให้เห็นว่า ความรุนแรงของเอลนีโญยังคงเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญว่าปริมาณฝนมีแนวโน้มที่จะเบี่ยงเบนไปจากปกติหรือไม่”
ด้านกลุ่มองค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเตือนว่า วิกฤตอาหารโลกซึ่งได้รับผลกระทบหนักอยู่แล้วจากการลดงบประมาณช่วยเหลือของประเทศมหาอำนาจ อาจยิ่งย่ำแย่ลงไปอีกจากผลกระทบของซูเปอร์เอลนีโญในครั้งนี้
โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท/ปรียพรรณ มีสุข





