
2 แบงก์ใหญ่ SCB-KTB ฟันธง!! ที่ประชุม กนง. 26 ส.ค. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ยาวถึงปี 70 สนับสนุนเศรษฐกิจไทยที่ยังฟื้นช้า และเติบโตไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง-ภาคครัวเรือน-SMEs ที่ยังแบกปัญหาหนี้สูง การเงินตึงตัว ขณะที่แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง เชื่อกรณีส่วนต่างดอกเบี้ยไทย-สหรัฐ ไม่เป็นประเด็นกดดันให้บาทผันผวนแรง มั่นใจ ธปท. มีเครื่องมือดูแลเพียงพอ
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย ประเมินว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบวันที่ 26 ส.ค.นี้ จะมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% โดยให้เหตุผลว่าเป็นระดับดอกเบี้ยที่เหมาะสมต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้
ขณะที่ภาพเงินเฟ้อของไทยยังไม่มีประเด็นที่น่ากังวลถึงขั้นที่ กนง.ต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเหมือนธนาคารกลางอื่น ๆ เพราะมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ อีกทั้งเงินเฟ้อไทยมักจะชะลอลงได้เร็ว หรือเกิด Disinflation ได้เร็ว เมื่อปัจจัยกดดันคลี่คลายลง เช่นที่เกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยมองว่า ธปท. จะยังคงเดินหน้าสนับสนุนการใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดร่วมกับสถาบันการเงิน เพื่อช่วยประคับประคองลูกหนี้ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางและ ธุรกิจ SMEs
ส่วนที่มีการมองกันว่า การลดดอกเบี้ยจะช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย บรรเทาปัญหาภาระหนี้ครัวเรือนและหนี้ SMEs ลงได้ เพราะปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่ 1.00% ถือว่าต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ค่อนข้างมาก ซึ่งเสี่ยงให้เงินบาทผันผวนอ่อนค่า แต่นายพูน เชื่อว่า ธปท. จะคอยเข้ามาช่วยลดทอนความผันผวนของค่าเงินบาทตามปกติที่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการแก้ไขปัญหนี้ด้วยมาตรการที่เฉพาะเจาะจงต่าง ๆ
สำหรับอัตราเงินเฟ้อของไทยในปัจจุบัน แม้ล่าสุดจะชะลอตัวลงบ้าง แต่ก็ยังมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง จากผลของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง จะทำให้ กนง.สามารถมองข้าม (Look through) ปัจจัยเงินเฟ้อฝั่งอุปทานนี้ เพื่อตรึงดอกเบี้ยต่ำต่อได้อีกนานแค่ไหนนั้น นายพูน เห็นว่า ตราบใดที่ยังไม่เห็นสัญญาณการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้างอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับวัฎจักรการปรับขึ้นค่าจ้าง และราคาสินค้า/บริการ (Wage-Price spiral) ซึ่งอาจทำให้ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะปานกลางเร่งสูงขึ้นชัดเจน ทาง กนง. จะยังคงสามารถมองผ่านอัตราเงินเฟ้อที่สูงชั่วคราวจากปัจจัยอุปทานได้
“เรามองว่า สภาพเศรษฐกิจไทย ทำให้เกิด Wage-Price spiral ได้ยาก อีกทั้งผู้ประกอบการจะยังสามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น ไปยังราคาสินค้าและบริการได้มาก หรืออาจส่งผ่านบ้าง แต่จะไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูง สู่ราคาได้นาน เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศ ยังคงถือกดดันจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูง” นายพูน ระบุ
ทั้งนี้ หากประเมินจากช่วงที่มีการทยอยขึ้นดอกเบี้ยในปี 2565 จะเห็นได้ว่า อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะสั้นและระยะปานกลาง ได้ทยอยสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปี 2564 (อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทะลุกรอบ 3% ตั้งแต่เดือนมกราคม 2565) สะท้อนให้เห็นว่า กนง. อาจต้องการรอความชัดเจนราว 6 เดือนก่อนจะตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ย เมื่อเผชิญความเสี่ยงเงินเฟ้อ ทั้งการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง รวมถึงแนวโน้มการปรับตัวขึ้นของอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการรับมือปัญหาเงินเฟ้อที่ทาง กนง. ได้ระบุไว้ในการประชุมล่าสุด
นายพูน ประเมินว่า กนง. จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% ไม่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดการณ์หรือไม่ก็ตาม เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ และการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึงอย่างชัดเจน แม้จะได้อานิสงส์จากกระแส AI Boom แต่หากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงหนักกว่าคาด เช่น สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นมาก จนราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นทะลุโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนานเกิน 1 เดือน เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลงหนัก ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงการลงทุนใน AI และความต้องการสินค้าในธีม AI ที่ชะลอตัวลงมาก ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญปัญหาหนี้ครัวเรือนและ SMEs
“เราจะไม่ปิดโอกาสที่ กนง. อาจเลือกลดดอกเบี้ยลงบ้าง เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจ พร้อมกับเข้าดูแลความผันผวนของค่าเงิน ที่เสี่ยงผันผวนอ่อนค่ามากภายใต้ภาวะดังกล่าว แต่หากการประเมินของเราถูกต้อง เรามองว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยตลอดปีนี้ และปีหน้า ก่อนที่จะเริ่มทยอยขึ้นดอกเบี้ยได้ในปี 2571 เมื่อเศรษฐกิจกลับมาขยายตัวสู่ระดับศักยภาพและการฟื้นตัวมีความทั่วถึงมากขึ้น” นายพูน ระบุ
พร้อมคาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย อาจสูงขึ้นสู่ระดับ 1.75-2.00% (Nominal Neutral Rate) ได้ภายในปี 2572-2573 ซึ่งจะเป็นระดับที่ต่ำลงจากในอดีต เนื่องจากศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ทยอยลดลง
*เปิด 3 เหตุผลหนุน กนง. คงดอกเบี้ย
นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ประเมินในทิศทางเดียวกันว่า กนง.จะมีมติคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.00% เหตุผลสำคัญจาก 3 ประเด็น คือ 1.ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อปรับลดลง และ 2.เศรษฐกิจไทยโตไม่ทั่วถึง หลายภาคส่วนยังอ่อนแอ และ 3.ภาวะการเงินไทยตึงตัว โดยเฉพาะของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SME
- ความเสี่ยงเงินเฟ้อสูง ปรับลดลงแล้ว ก่อนหน้านี้ที่เคยกังวลว่าสงครามอิหร่านและสหรัฐฯ จะกดดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้นกว่ากรอบเป้าหมายของ ธปท.นั้น ล่าสุดอัตราเงินเฟ้อไทยออกมาต่ำกว่า 2% แล้ว นอกจากนี้ กนง. ยังสื่อสารชัดเจนว่า สามารถมองข้ามแรงกดดันเงินเฟ้อจากฝั่งอุปทานได้ ถึงแม้ว่าแนวโน้มเงินเฟ้อในช่วงปลายปีอาจกลับมาเร่งตัวได้อีกเล็กน้อย แต่ก็คาดว่าจะอยู่ไม่เกินขอบบนของกรอบเป้าหมาย 1-3% ดังนั้น ความจำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยจึงลดลง แม้ว่าผู้ร่วมตลาดบางส่วนอาจจะมองว่าธนาคารกลางหลักของโลกจะอยู่ในวัฏจักรดอกเบี้ยขึ้นก็ตาม
- เศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้ไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะครัวเรือน รายได้น้อย และธุรกิจ SME มีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ ภาวะตลาดแรงงานในช่วง H1/69 อ่อนแอลงชัดเจน สะท้อนจากตัวชี้วัดตลาดแรงงานแย่ลงเกือบทุกมิติ เช่น จำนวนผู้มีงานทำ ค่าจ้าง และชั่วโมงการทำงาน อีกทั้งตัวเลขการปิดกิจการสูงขึ้นต่อเนื่อง มีแนวโน้มกดดันการจ้างงานในระยะข้างหน้า
- ภาวะการเงินตึงตัว โดยพบว่า สินเชื่อครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ยังเผชิญภาวะการเงินตึงตัว สินเชื่อ SMEs ราว 24% จัดอยู่ใน Stage 2-3 คือมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูง
อย่างไรก็ดี กรณีที่มีการมองกันว่าส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยนโยบายของไทยและสหรัฐค่อนข้างกว้าง (ปัจจุบัน ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1% ส่วนดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐอยู่ที่ 3.50-3.75%) นั้น นายวชิรวัฒน์ เชื่อว่า กนง. มีเครื่องมือในการบริหารจัดการไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนมากเกินไป อีกทั้งไทยยังมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง เป็น cushion ต่อความเสี่ยงเรื่อง capital flights ได้
นอกจากนี้ ความเสี่ยงที่ไทยจะถูกจัดเป็นประเทศผู้แทรกแซงค่าเงินจากทางสหรัฐฯ ลดลงด้วย หลังไทยเข้าเกณฑ์เพียงแค่ 1 ข้อ จาก 3 ข้อ (ก่อนหน้านี้ เคยเข้าเกณฑ์ 2 ข้อ) ทำให้ ธปท. ยังพอมี room ในการเข้าดูแลค่าเงิน
“ประเด็นเรื่องส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนั้น ที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยต่ำกว่าสหรัฐฯ ถึง 2.75% นั้น เชื่อว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะไม่กว้างขึ้น เพราะมองว่าเฟดจะสามารถคงดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ได้ (แม้ว่าตลาดจะมองว่าเฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม) ดังนั้น ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ จึงมีแนวโน้มทรงตัว และไม่กดดันค่าเงินบาท รวมถึงการดำเนินนโยบายการเงินของ กนง. เพิ่มเติม” นายวชิรวัฒน์ ระบุ
พร้อมมองว่า หากการประชุม กนง.รอบนี้ มีมติคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1% มองว่าน่าจะเป็นระดับต่ำสุดในวัฏจักรรอบนี้ หากไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือวิกฤตพลังงานที่เหนือความคาดหมาย
ทั้งนี้ เชื่อว่า กนง.จำเป็นต้องชั่งน้ำหนักระหว่างหลายปัจจัยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น 1) เงินเฟ้อที่ยังมีความเสี่ยงด้านสูงอยู่ 2) เศรษฐกิจที่โตไม่ทั่วถึง และ 3) การรักษา Policy space เอาไว้เผื่อว่าหากมีวิกฤตที่ไม่คาดคิด หรือเกิด shock ทางเศรษฐกิจเข้ามา กนง. จะยังเหลือเครื่องมือนโยบายการเงินในการเข้ากระตุ้นเศรษฐกิจได้
“ดังนั้น ด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำมากแล้ว จึงอาจเหมาะสมที่จะคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับปัจจุบันก่อน และใช้มาตรการทางการเงินด้านอื่นประกอบ เช่น SME Credit Boost ที่มีกลไกแชร์ความเสี่ยงเครดิต สำหรับสินเชื่อใหม่ เพื่อให้มีการปล่อยสินเชื่อได้ง่ายขึ้น รวมถึงการเสริมสภาพคล่องและยกระดับศักยภาพ SME และการปรับปรุงโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน เป็นต้น” นายวชิรวัฒน์ กล่าวในท้ายสุด
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน





