มองมุมต่าง: เมื่อ DELTA ไม่ Perform กองทุนถือเกือบ 20% …ผู้ถือหน่วยจะทำอย่างไร?

หุ้นบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) [DELTA] เคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดของปีนี้ที่ 372 บาท ก่อนปิดล่าสุดวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ที่ 258 บาท เท่ากับราคาหายไปแล้ว 114 บาท หรือประมาณ 30.6% จากจุดสูงสุด สวนทางกับ SET Index ที่ฟื้นตัวอย่างโดดเด่นในปีนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของหุ้นตัวหนึ่งที่ปรับฐาน แต่กำลังกลายเป็นคำถามสำคัญต่อกองทุนหุ้นไทยหลายฯกองที่ให้น้ำหนัก DELTA สูงเกือบหนึ่งในห้าของพอร์ต

ข้อมูลพอร์ต ณ เดือนมิถุนายน 2569 พบว่า กองทุนขนาดใหญ่ 4 กองถือ DELTA เป็นหุ้นอันดับหนึ่งทุกกอง โดย กองทุนเปิดบัวหลวงทศพล (BTP) ถือ 17.57% ของ NAV, กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ SET Index (SCBSET) ถือ 19.52%, กองทุนเปิดบัวหลวงตราสารทุน (B-EQUITY) ถือ 20.22% และ กองทุนเปิดเค หุ้นทุน (K-EQUITY) ถือ 19.48%

หมายความว่า เงินทุก 100 บาทของผู้ถือหน่วย จะมีประมาณ 18-20 บาทผูกอยู่กับทิศทางของความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น DELTA เพียงบริษัทเดียว

การลงน้ำหนักในหุ้น DELTA ระดับนี้ ถือว่าสูงกว่าหุ้นอันดับสองในแต่ละกองอย่างเห็นได้ชัด บางกองถือ DELTA มากกว่าหุ้นอันดับสองถึง 3 เท่า ทำให้แม้หุ้นตัวอื่นในพอร์ตจะปรับขึ้น แต่ก็อาจยังชดเชยแรงกดดันจาก DELTA ได้ไม่หมด เพราะเมื่อหุ้นที่มีน้ำหนักเกือบ 20% ลดลงกว่า 30% ผลกระทบเชิงคณิตศาสตร์ต่อพอร์ตอาจสูงถึงประมาณ 5-6 จุดเปอร์เซ็นต์ หากสมมติว่าน้ำหนักการลงทุนไม่เปลี่ยนแปลงตลอดช่วงดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “กองทุนดัชนี” กับ “กองทุนที่บริหารเชิงรุก” เพราะเหตุผลในการถือ DELTA แตกต่างกัน

SCBSET เป็นกองทุนที่มีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนให้เคลื่อนไหวใกล้เคียง SET Index เมื่อ DELTA มีน้ำหนักสูงในดัชนี กองทุนจึงหลีกเลี่ยงการถือหุ้นตัวนี้ได้ยาก หากลดน้ำหนักมากเกินไปก็จะเกิด Tracking Error และเสี่ยงทำผลงานเบี่ยงเบนจากดัชนี หน้าที่ของผู้จัดการกองทุนประเภทนี้จึงไม่ใช่การทายว่าหุ้นใดจะขึ้นหรือลง แต่เป็นการจำลองดัชนีให้ใกล้เคียงที่สุด

แต่สำหรับ BTP, B-EQUITY และ K-EQUITY ซึ่งเป็นกองทุนที่เปิดพื้นที่ให้ผู้จัดการกองทุนใช้ดุลยพินิจมากกว่า การถือ DELTA สูงเกือบ 20% สะท้อน ความเชื่อมั่นต่อหุ้นตัวนี้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อราคาหุ้นไหลลงต่อเนื่อง ผู้ถือหน่วยจึงมีสิทธิถามว่า เหตุผลในการถือครองเดิมยังอยู่ครบหรือไม่ มูลค่าหุ้นในปัจจุบันเหมาะสมเพียงใด และกองทุนมีแผนบริหารความเสี่ยงจากการกระจุกตัวอย่างไร

คำตอบไม่จำเป็นต้องเป็นการรีบขาย DELTA ทันที เพราะการขายตามราคาที่ลดลงอาจกลายเป็นการขายตรงจุดต่ำ ขณะที่พื้นฐานระยะยาวของบริษัทอาจยังได้แรงหนุนจาก Data Center, AI Server และระบบจัดการพลังงาน แต่ผู้จัดการกองทุนควรอธิบายให้ได้ว่า การถือหุ้นต่อเกิดจากการประเมินปัจจัยพื้นฐานใหม่แล้ว หรือเป็นเพียงการไม่ยอมตัดสินใจเพราะกลัวขายผิดจังหวะ

นี่คือความแตกต่างระหว่างถือเพราะ ยังเชื่อ กับ ถือเพราะ ไม่รู้จะทำอย่างไร ซึ่งผู้ถือหน่วยไม่สามารถมองเห็นได้จากรายชื่อหุ้น 5 อันดับแรกเพียงอย่างเดียว

หากกองทุนหลายแห่งต้องปรับลดน้ำหนักพร้อมกัน ไม่ว่าจะมาจากเงินไหลออก การปรับพอร์ตตามดัชนี หรือข้อจำกัดด้านการกระจุกตัว แรงขายอาจกดดันทั้งราคาหุ้น DELTA, NAV ของกองทุน และ SET Index ไปพร้อมกัน

ในทางกลับกัน กองทุนที่ถือ DELTA สูงก็อาจฟื้นตัวเร็วกว่าตลาดได้ หากราคาหุ้นกลับตัวขึ้นแรง นี่จึงเป็นพอร์ตที่มีลักษณะคล้ายการเดิมพันขนาดใหญ่กับหุ้นเพียงตัวเดียว มากกว่าการกระจายความเสี่ยงแบบที่ผู้ลงทุนทั่วไปอาจเข้าใจจากคำว่า กองทุนรวม

ประเด็นที่ทำให้ผู้ถือหน่วยรู้สึก จุก ๆ มากขึ้นคือ ไม่ว่ากองทุนจะทำผลงานดีหรือแย่ ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายยังถูกหักออกจาก NAV อย่างต่อเนื่อง

กองทุนหุ้นไทยบางกองมีค่าใช้จ่ายรวมราว 1-2% ต่อปี แม้อัตราจริงของแต่ละกองจะแตกต่างกัน ขณะที่ค่าธรรมเนียมของกองทุนดัชนีมักต่ำกว่ากองทุนเชิงรุก การจ่ายค่าฟีประมาณ 1.5% จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะหากพอร์ตขนาด 1 ล้านบาท ผลตอบแทนต้องถูกหักด้วยค่าใช้จ่ายประมาณ 15,000 บาทต่อปี และยังต้องเผชิญผลกระทบจากการมีหุ้นใหญ่ที่ไม่ Perform อีกชั้นหนึ่ง

ค่าธรรมเนียมที่สูงลิ่วไม่ใช่หลักประกันว่ากองทุนจะไม่ขาดทุน แต่สำหรับกองทุนเชิงรุก มันคือค่าตอบแทนที่ผู้ถือหน่วยจ่ายให้กับการวิเคราะห์ การเลือกหุ้น การกำหนดน้ำหนัก และการบริหารความเสี่ยง หากสุดท้ายพอร์ตถือหุ้นใกล้เคียงดัชนี กระจุกตัวอยู่ใน DELTA เหมือนกัน และยังทำผลงานไม่เหนือกองทุนดัชนีหลังหักค่าธรรมเนียม ผู้ถือหน่วยย่อมมีสิทธิถามว่า แล้วเราจ่ายแพงขึ้นเพื่ออะไร?

สิ่งที่ผู้ถือหน่วยควรทำ จึงไม่ใช่ตื่นตระหนกแล้วรีบขายกองทุนทันที แต่ควรตรวจสอบว่าน้ำหนัก DELTA ล่าสุดยังสูงเท่าเดิมหรือไม่ เพราะข้อมูลในภาพเป็นพอร์ต ณ เดือนมิถุนายน ไม่ใช่สถานะเรียลไทม์ จากนั้นจึงเปรียบเทียบผลตอบแทนย้อนหลังกับ SET Index และกองทุนในกลุ่มเดียวกัน โดยต้องดูผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่าย พร้อมตรวจสอบ Maximum Drawdown ความผันผวน และสัดส่วนหุ้น 10 อันดับแรกว่ากระจุกตัวมากเพียงใด

ถ้ากองทุนเป็นกองทุนดัชนี ผู้ลงทุนต้องยอมรับว่ากำลังซื้อโครงสร้างของ SET ซึ่งมี DELTA เป็นส่วนประกอบสำคัญ แต่ถ้าเป็นกองทุนเชิงรุก คำถามต้องเข้มข้นขึ้น เพราะผู้จัดการกองทุนได้รับทั้งอิสระในการตัดสินใจและค่าธรรมเนียมที่สูงกว่า

DELTA อาจกลับมาขึ้นอีกครั้ง หรืออาจลงต่อก็ได้ ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่การตัดสินย้อนหลังว่าผู้จัดการกองทุนเลือกหุ้นผิดหรือถูก แต่คือ เมื่อหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในพอร์ตเปลี่ยนจากตัวทำกำไรมาเป็น ตัวฉุดผลตอบแทน กองทุนมีเหตุผล มีวินัย และมีแผนรับมืออย่างไร

เพราะผู้ถือหน่วยไม่ได้จ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อให้กองทุนทายถูกทุกครั้ง แต่จ่ายเพื่อให้เงินของตนถูกบริหารอย่างมีเหตุผล โดยเฉพาะในวันที่หุ้นอันดับหนึ่งของพอร์ตไม่ Perform และความเสี่ยงเริ่มจุกขึ้นมาจริง ๆ จากNAV ที่ลดลงเรื่อยๆ ส่วนทางกับ SET Index ที่ทยอยตัวตัวขึ้น กลายเป็น ภาพของคำว่า “ไม่เจ็บ แต่จุก” ลอยขึ้นมาทันที โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงค่าบริหารที่จ่ายออกไปทุกปีมารวมกัน

หมายเหตุ: สัดส่วนการถือครองอ้างอิงข้อมูลพอร์ตเดือนมิถุนายน 2569

ส่วนค่าธรรมเนียมจริงควรตรวจสอบจาก Fund Fact Sheet ล่าสุดของแต่ละกองทุน

โดย ธิติ ภัทรยลรดี