“ศุภณัฐ” ยื่นหนังสือจี้กทม. ออกกฎคุม-จัดโซนนิ่ง ดักทาง Data Center ใช้ช่องโหว่ไม่ต้องทำ EIA

การขยายตัวของ Data Center ใจกลางกรุงเทพฯ กำลังกลายเป็นภัยเงียบที่น่ากังวล เมื่อกฎหมายไทยล้าหลังจนเกิดช่องโหว่ ให้ทุนใหญ่ซิกแซกขออนุญาตในคราบ “คลังสินค้า” เพื่อยึดทำเลทอง พร้อมแอบตุนน้ำมันสำรองสูงถึง 4 แสนกว่าลิตร เพื่อหลบเกณฑ์ EIA “ศุภณัฐ” สส.พรรคประชาชน ยื่นหนังสือตรงถึงผู้ว่าฯ กทม. ออกข้อบัญญัติ กทม. คุมเข้ม พร้อมชี้ช่องปฏิรูปกฎหมาย 3 ด้านก่อนเมืองพัง

สถานการณ์การขยายตัวของธุรกิจ Data Center ในประเทศไทยกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เนื่องจากกฎหมายและระเบียบข้อบังคับของภาครัฐก้าวตามไม่ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดความกังวลด้านความปลอดภัยและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ชุมชนหนาแน่น

นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยกับ “อินโฟเควสท์” ถึงภาพรวมปัญหาการจัดระเบียบ การออกกฎหมาย และการจัดโซนนิ่งพื้นที่รองรับ Data Center โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานครว่า ปัญหาดังกล่าวเริ่มส่งสัญญาณมาตั้งแต่เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ที่พยายามเร่งด่วนในการผลักดันการลงทุนเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ในขณะนั้นทั้งกรมโยธาธิการและผังเมือง รวมถึงกรุงเทพมหานคร (กทม.) ยังไม่มีการเตรียมความพร้อมหรือกำหนดมาตรการกำกับดูแลอย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน เริ่มเห็นกลุ่มทุนต่างชาติขนาดกลางและขนาดใหญ่ทยอยเข้ามาสร้าง Data Center ในพื้นที่เมืองชั้นในของ กทม. อย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนจากความสะดวกในการเดินทางเข้ามาบริหารจัดการ และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานระดับสูง ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำประปา และสายส่งสัญญาณ Fiber Optic ความเร็วสูง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจนี้ แต่การรุกปักหมุดในเมืองกลับสวนทางกับความพร้อมทางกฎหมาย เพราะปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดนิยามหรือจัดประเภทอาคาร Data Center ไว้ในกฎหมายไทย ทำให้การขออนุญาตก่อสร้างตกอยู่ในสถานะ “ลูกผีลูกคน”

*ผ่าแผนซิกแซกสวมรอย “คลังสินค้า” ยึดผังเมืองเกือบทุกประเภท

อย่างไรก็ดี เมื่อไม่มีกฎหมายรองรับโดยตรง ผู้ประกอบการจึงอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายด้วยการยื่นขอก่อสร้างโดยเทียบเคียงกับระเบียบ “อาคารประเภทคลังสินค้า” (Warehouse) แทน ซึ่งกฎหมายผังเมืองในปัจจุบันเปิดช่องให้คลังสินค้าสามารถก่อสร้างได้ในพื้นที่ผังเมืองเกือบทุกประเภท นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงกฎหมายรูปแบบอื่น เช่น การนำอาคารสำนักงานเดิมมาดัดแปลงโครงสร้างภายใน หรือการนำอาคารพาณิชย์ในแหล่งชุมชนมาปรับปรุงเป็น Data Center เป็นต้น

นายศุภณัฐ ยืนยันว่า ไม่ได้ต่อต้านการเข้ามาลงทุนของธุรกิจ Data Center และเห็นว่าเมืองควรเปิดกว้างเพื่อรับโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่เมืองก็จำเป็นต้องมีระเบียบและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า พื้นที่ใดสร้างได้หรือไม่ได้ เนื่องจากเวลานี้ปริมาณ Data Center เริ่มหนาแน่นขึ้นตามความต้องการของตลาด จนสร้างความกังวลให้แก่สังคมว่าอาคารเหล่านี้กำลังตั้งอยู่ในพิกัดที่ไม่เหมาะสมและอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชุมชนโดยรอบ

*บทเรียนซ้ำรอย “ห้างสรรพสินค้า” ในอดีต

เพื่อชี้ให้เห็นถึงความล้าหลังของระบบกฎหมายไทย นายศุภณัฐ ได้เปรียบเทียบกรณีนี้กับบทเรียนทางประวัติศาสตร์ของ “ห้างสรรพสินค้า” (Department Store) ซึ่งในอดีตกฎหมายสิ่งแวดล้อมไม่ได้ระบุหมวดหมู่หรือนิยามคำว่าห้างสรรพสินค้า ทำให้ห้างขนาดใหญ่ทั่วประเทศใช้วิธีเลี่ยงบาลีไปอิงระเบียบ “กิจการค้าปลีก-ค้าส่ง” ส่งผลให้ไม่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แม้แต่แห่งเดียว

จนกระทั่งในเวลาต่อมา ได้มีการผลักดันให้แก้ไขกฎหมายและกำหนดนิยามห้างสรรพสินค้าในกฎหมาย EIA ปัญหานี้จึงได้รับการแก้ไข แต่วันนี้เหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันกำลังเกิดขึ้นซ้ำรอยกับ Data Center ที่ยังคงไม่มีคำนิยามเฉพาะในกฎหมายไทย ทำให้อาคารเหล่านี้รอดพ้นจากการทำ EIA และสามารถกระจายตัวไปตามจุดต่าง ๆ ได้อย่างอิสระตามช่องโหว่ผังเมือง

*แฉซุกน้ำมันสำรอง 4 แสนกว่าลิตรกลางกรุง ต่ำกว่าเกณฑ์ EIA แค่เอื้อม

ประเด็นที่สร้างความตื่นตระหนกให้แก่สังคมมากที่สุด คือข้อมูลการสะสมน้ำมันเชื้อเพลิงสำรองจำนวนมหาศาลไว้ภายในอาคาร Data Center ใจกลางเมือง โดยจากการตรวจสอบพบว่า อาคารเหล่านี้ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในประเภท “คลังน้ำมัน” หรือ “สถานีบริการน้ำมัน” ตามข้อบังคับทางกฎหมาย ซึ่งกำหนดไว้ว่าคลังน้ำมันที่มีการจัดเก็บน้ำมันตั้งแต่ 500,000 ลิตรขึ้นไปเท่านั้นจึงจะต้องทำ EIA

ดังนั้น ผู้ประกอบการ Data Center จึงใช้วิธีเลี่ยงข้อจำกัดด้วยการควบคุมปริมาณการจัดเก็บน้ำมันดีเซลสำหรับปั่นไฟสำรองให้อยู่ที่ประมาณ 400,000 กว่าลิตร ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ควบคุมตามกฎหมายเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้รอดพ้นการประเมิน EIA อย่างเป็นระบบ ประกอบกับการเก็บน้ำมันดังกล่าวเป็นการสำรองไว้ใช้ภายในอาคาร ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า จึงกลายเป็นช่องทางทางกฎหมายที่ทำให้หลบเลี่ยงการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมไปได้อย่างสิ้นเชิง

*ชูแนวคิดแบ่งนิยาม “Data Room VS Commercial Data Center” พร้อมข้อเสนอแลกเปลี่ยนกฎหมายอาคาร

สำหรับทางออกในเรื่องนี้ นายศุภณัฐ เสนอว่า รัฐบาลควรกำหนดนิยามทางกฎหมายของ Data Center โดยอิงจากมาตรฐานสากลที่ใช้งานจริงและรัดกุม โดยต้องแยกความแตกต่างระหว่าง “Data Room” ซึ่งเป็นเพียงห้องเก็บเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็กภายในอาคารสำนักงานของภาครัฐหรือเอกชนทั่วไป กับ “Commercial Data Center” ซึ่งเป็นอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เชิงพาณิชย์และปล่อยให้เช่าพื้นที่วางเซิร์ฟเวอร์โดยเฉพาะ โดยตึกประเภทหลังนี้ต้องจัดเป็นอาคาร Data Center เต็มรูปแบบ นอกจากนี้ ควรนำปัจจัยเรื่องปริมาณกำลังไฟฟ้าที่ใช้จริงและขนาดพื้นที่อาคารมาประกอบการกำหนดนิยามให้ชัดเจน

ขณะเดียวกัน ยังได้เสนอแนวทางแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ร่วมกัน ในกฎหมายควบคุมอาคาร กล่าวคือ Data Center มีพนักงานและผู้มาติดต่อประจำน้อยมาก หากบังคับใช้เกณฑ์มาตรฐานที่ต้องมีสัดส่วนที่จอดรถตามขนาดอาคารจะทำให้เสียพื้นที่โดยเปล่าประโยชน์ รัฐจึงควรผ่อนปรนเรื่องจำนวนที่จอดรถให้ลดลง แต่แลกกับการบังคับให้ผู้ประกอบการเพิ่ม “ระยะร่นของอาคาร” ให้กว้างกว่าปกติ เช่น 6 เมตร 8 เมตร หรือ 10 เมตร เพื่อลดความเสี่ยง ป้องกันอันตราย และเปิดทางให้รถดับเพลิงเข้าถึงจุดเกิดเหตุได้อย่างรวดเร็ว

*เสนอโมเดลจัดโซนนิ่งชานเมืองกทม. ชี้ EEC ยังไม่ตอบโจทย์

จากการศึกษาแบบอย่างในต่างประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ พบว่า มีการกำหนดให้ Data Center ไปตั้งเกาะกลุ่มรวมกันในพื้นที่เฉพาะ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ต้องพึ่งพาสาธารณูปโภคพื้นฐานสูงมาก ทั้งระบบไฟฟ้าพลังงานสูง น้ำประปาจำนวนมหาศาลสำหรับระบายความร้อน ก๊าซหรือน้ำมันสำรอง ตลอดจนระบบป้องกันน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ

นายศุภณัฐ ระบุว่า แม้รัฐบาลพยายามผลักดันการลงทุนไปยังพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่พื้นที่อุตสาหกรรมใน EEC อาจยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ต้องการตั้ง Data Center ขนาดกลางหรือขนาดเล็กใกล้เขตเมืองชั้นใน

ดังนั้น กทม. และรัฐบาลควรร่วมกันจัดสรรพื้นที่โซนนิ่งที่มีความเหมาะสมบริเวณขอบชานเมืองของกรุงเทพฯ โดยเตรียมระบบไฟฟ้า น้ำประปา และสายเคเบิลไว้รองรับเป็นการเฉพาะ เพื่อแยกกิจกรรมเหล่านี้ออกจากชุมชนหนาแน่น สร้างภาวะ Win-Win ให้ทั้งนักลงทุนและประชาชน

*เปิดแผล “ส่วยใบอนุญาตตึก กทม.” เงินใต้ดินขัดขวางฐานข้อมูลสาธารณะ

อีกหนึ่งปัญหาสำคัญเชิงโครงสร้าง คือการขาดความโปร่งใสในการเข้าถึงข้อมูลอาคาร โดยปัจจุบันพรรคประชาชนไม่สามารถระบุตัวเลขที่แม่นยำของ Data Center ที่แอบแฝงอยู่ใน กทม. ได้ เนื่องจากผู้ประกอบการยื่นขออนุญาตในหมวดคลังสินค้า ทำให้ไม่ทราบวัตถุประสงค์การใช้งานจริง

นายศุภณัฐ เผยว่า ตนได้เคยพยายามเรียกร้องให้ กทม. จัดทำ “ฐานข้อมูลอาคารเป็นสาธารณะ” (Public Building Database) เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบออนไลน์ได้ด้วยตัวเองว่า อาคารในพื้นที่ใกล้เคียงได้รับใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ และใช้งานตรงตามแบบที่ขอไว้หรือไม่

อย่างไรก็ดี ในความเป็นจริงกฎหมายควบคุมอาคาร เป็นช่องทางที่มีการใช้เส้นสายและจ่ายเงินใต้โต๊ะสูงมากในระบบราชการ หากเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดจะพบผู้กระทำผิดเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้หน่วยงานราชการไม่อยากเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ แต่ยืนยันว่า การตรวจสอบความปลอดภัยของอาคาร เป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานที่ประชาชนพึงได้รับ

*ส่งหนังสือจี้ “ผู้ว่าฯ กทม.” ออกข้อบัญญัติคุมด่วน พร้อมจี้ขอข้อมูลรายตึก

นายศุภณัฐ กล่าวว่า หลังจากที่ตนได้โพสต์เฟซบุ๊กเปิดเผยข้อมูลเรื่อง Data Center ในกรุงเทพฯ ไปเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (26 ส.ค. 69) แต่ยังไม่มีสัญญาณตอบรับจากภาครัฐ จึงได้ส่งหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการถึง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 ส.ค. 69 ที่ผ่านมา เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขด่วน 2 ประการ ได้แก่

1. เร่งนำข้อกังวลเรื่องการกำหนดนิยามและการจัดโซนนิ่ง Data Center บรรจุลงในร่างผังเมืองรวม กทม. ฉบับใหม่ทันที เนื่องจากอยู่ในช่วงขั้นตอนการเปิดรับฟังความคิดเห็นอยู่แล้ว

2. หากกระบวนการในระดับรัฐบาลทำงานล่าช้า กทม. ในฐานะเขตปกครองพิเศษ สามารถใช้อำนาจสภา กทม. ออกข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครด้านการควบคุมอาคารเพื่อกำกับดูแล Data Center ได้ทันที โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่างย่านรัชดาภิเษก ซึ่งเป็นจุดกระจายสาย Fiber Optic หนาแน่นที่สุด

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมยื่นหนังสือต่อ กทม. เพื่อขอข้อมูลเชิงลึกเป็นรายอาคาร ทั้งเรื่องผังเมือง การทำ EIA ปริมาณการตุนน้ำมันสำรอง ขนาดพื้นที่อาคาร และใบอนุญาตก่อสร้างทั้งหมด เพื่อนำมาตรวจสอบความโปร่งใสต่อไป

*เปิด 3 ข้อเสนอใหญ่ ปฏิรูปกฎหมาย-ผังเมือง-EIA

สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 3 ประการหลัก ถึงรัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาในระยะยาว ประกอบด้วย

1. การปฏิรูปกฎหมายควบคุมอาคาร โดยเร่งแก้ไขปรับปรุง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร กำหนดนิยาม Data Center ให้ชัดเจน ทันสมัย และออกมาตรการควบคุมทางกายภาพ เช่น การกำหนดระยะร่นที่กว้างกว่าอาคารทั่วไปเพื่อความปลอดภัยของชุมชน

2. การปฏิรูปและจัดระเบียบผังเมืองรวม โดย กทม. ต้องเร่งนำประเด็นดังกล่าวบรรจุในร่างผังเมืองรวมฉบับใหม่ทันที เพื่อจัดโซนนิ่งพื้นที่ให้ชัดเจน และปิดช่องว่างไม่ให้มีการใช้นิยามคลังสินค้าแฝงตัวในพื้นที่ชุมชน

3. การปฏิรูปมาตรฐาน EIA โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ต้องปรับปรุงเกณฑ์เพื่อบังคับให้ Data Center ต้องเข้าสู่กระบวนการ EIA ก่อนก่อสร้าง โดยพิจารณาจากขนาดและปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่เหมาะสม ซึ่งจะยกเว้นให้ผู้ประกอบการรายย่อยเพื่อไม่ให้กระทบการเติบโตทางดิจิทัล แต่จะช่วยสกัดการตุนน้ำมันหลบเลี่ยงกฎหมายของผู้ประกอบการรายใหญ่

นายศุภณัฐ กล่าวว่า ไม่ได้ห้ามการลงทุน Data Center ในเมือง แต่เมืองต้องมีระเบียบ การจัดโซนนิ่ง และมาตรการป้องกันที่ชัดเจน เพื่อให้เมืองสามารถปรับตัวตามนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน