
คดีสะเทือนขวัญระดับชาติของสหรัฐฯ กรณี ลินด์ซีย์ แคลนซี อดีตพยาบาลวัย 36 ปี ผู้ก่อเหตุใช้ยางยืดออกกำลังกายรัดคอลูกแท้ ๆ วัยไร้เดียงสาเสียชีวิตพร้อมกัน 3 ศพ ส่อแววอาจต้องกลายเป็นการพิจารณาคดีที่ต้องล้มเลิกไปโดยไม่มีคำตัดสิน หลังคณะลูกขุนหารือมาราธอนเข้าสู่วันที่ 6 แต่ยังไม่สามารถปิดคดีได้ ท่ามกลางดราม่าเดือดในศาลเมื่อพบว่าลูกขุน 11 คนลงมติไปในทิศทางเดียวกันแล้ว แต่ติดอยู่ที่ลูกขุนเพียงคนเดียวที่ไม่ยอมฟังใคร
ตามกฎหมายอาญาของรัฐแมสซาชูเซตส์ การตัดสินคดีอุกฉกรรจ์เช่นนี้ คณะลูกขุนทั้ง 12 คนจะต้องมีมติเป็น “เอกฉันท์” (12 ต่อ 0) เท่านั้น แต่บรรยากาศการพิจารณาคดีเมื่อวันพฤหัสบดี (3 ก.ย.) ต้องตึงเครียดหนัก เมื่อหัวหน้าคณะลูกขุนได้ส่งบันทึกข้อความลับถึงผู้พิพากษา จนศาลต้องเรียกคณะลูกขุนทั้งหมดเข้ามาตักเตือนและซักซ้อมความเข้าใจเรื่องหลักกฎหมาย “ความสงสัยตามสมควร” (การยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย) ใหม่อีกครั้ง
ทันทีที่ลูกขุนก้าวพ้นห้องพิจารณาคดี เควิน เรดดิงตัน ทนายความฝ่ายจำเลย ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งปลดลูกขุนปริศนารายนี้ออกจากการทำหน้าที่ทันที โดยระบุว่าลูกขุนคนนี้จงใจขัดคำสั่งศาล และปฏิเสธที่จะรับฟังหลักกฎหมายว่าด้วยความสงสัยตามสมควรที่ศาลได้ชี้แจง
“หากเราต้องกลับเข้ามาในห้องนี้อีกครึ่งชั่วโมง แล้วพบว่าคดีต้องล้มเลิกไปโดยไม่มีคำตัดสิน เพียงเพราะมีลูกขุนคนหนึ่งเมินเฉยต่อคำสั่งศาล มันคือเรื่องที่น่าละอายอย่างยิ่ง” ทนายฝ่ายจำเลยแถลงต่อศาล พร้อมกับออกมาแฉกับผู้สื่อข่าวด้านนอกว่า ข้อความในบันทึกลูกขุนชี้ชัดว่า มีลูกขุนถึง 11 คนตัดสินไปแล้ว แต่ติดอยู่ที่คนเดียวที่ไม่ยอมรับฟังหลักกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาวิลเลียม ซัลลิแวน ได้ยกคำร้องของทนาย โดยยืนยันว่าศาลไม่อาจก้าวล่วงหรือเลือกข้างลูกขุนฝั่งใดฝั่งหนึ่งได้ และสั่งให้ลูกขุนทั้งหมดกลับไปหารือกันต่อในวันศุกร์ (4 ก.ย.)
ย้อนรอยปมคดี: “โรคจิตหลังคลอด” หรือ “จงใจฆ่า”?
มูลเหตุที่ทำให้ลูกขุนเสียงแตกอย่างหนัก มาจากข้อต่อสู้เรื่องสภาพจิตของจำเลย โดยย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2566 แคลนซี อดีตพยาบาลแผนกห้องคลอด ได้ก่อเหตุสะเทือนขวัญด้วยการรัดคอลูกทั้ง 3 คน ได้แก่ คอรา (5 ขวบ), ดอว์สัน (3 ขวบ) และคัลลัน ทารกวัยเพียง 8 เดือน จนเป็นเหตุให้ลูก 2 คนแรกเสียชีวิตคาห้องใต้ดินของบ้านพัก ส่วนทารกวัย 8 เดือนเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา ก่อนผู้เป็นแม่จะใช้มีดกรีดทำร้ายตัวเองและกระโดดหน้าต่างชั้นสองเพื่อฆ่าตัวตายตาม แต่รอดชีวิตมาได้ในสภาพร่างกายเป็นอัมพาตครึ่งท่อน
ตลอดการไต่สวนนาน 6 สัปดาห์ ทนายฝ่ายจำเลยพยายามพิสูจน์ว่า เธอลงมือไปเพราะ “ภาวะโรคจิตหลังคลอด” (Postpartum Psychosis) กำเริบอย่างรุนแรงจนขาดสติและไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ซึ่งหากลูกขุนเชื่อในจุดนี้และเห็นว่ามีความสงสัยตามสมควร เธอจะต้องพ้นผิดในทางอาญาและถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวชแทน
ทว่าฝ่ายอัยการกลับโต้แย้งว่า แม้เธอจะมีปัญหาสุขภาพจิตจริง แต่ในวันเกิดเหตุ เธอยังมีสติสัมปชัญญะรู้ดีว่าสิ่งที่ทำคือความผิด แต่จงใจฆ่าลูกเพราะวางแผนจะฆ่าตัวตายและกลัวว่าลูก ๆ จะอยู่ไม่ได้หากไม่มีเธอ ซึ่งหากลูกขุนตัดสินว่าเธอผิดจริงในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เธอจะต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิขอรับการปล่อยตัวก่อนกำหนด
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กัลยาณี ชีวะพานิช





