“เอกนัฎ” ดันร่างแผน PDP 2026 ปฏิรูปพลังงาน ปักธงพลังงานสะอาด-ลดนำเข้า LNG-ปลดล็อกเสรีไฟฟ้า

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวในงาน THE BIG ISSUE PDP 2026 ENERGY GREEN POWER“พลิกโฉมพลังงานไทย สู่ฐานการผลิตสีเขียว” ในหัวข้อ ยุทธศาสตร์พลังงานไทย ว่า (ร่าง) แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569–2593 (PDP2569) คือวาระแห่งชาติที่สำคัญที่สุดในเวลานี้ เพื่อรับมือกับวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลก และเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากกับดักการเติบโตที่ระดับ 2-3% สู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI

โดยพลังงานคือลมหายใจสำคัญ เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต และส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยแผน PDP เป็นองค์ประกอบสำคัญของทั้งระบบ ทั้งระบบการผลิตไฟ มีระบบโครงข่ายที่กำลังจะเปิดตลาดซื้อไฟสะอาดเสรี ในรูปแบบ Direct PPA ในส่วนของผู้ใช้ กำลังจะเปลี่ยนสู่การเป็นผู้ผลิตไปด้วยกัน ทั้งนี้แผน PDP2569 มีจุดเด่น 3 ประการหลัก ได้แก่ เป็นแผนที่สะอาดที่สุด มั่นคงที่สุด และเป็นธรรมที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

นายเอกนัฏ กล่าวว่า การผลิตพลังงานของประเทศไทยมีการดำเนินการเพื่อความสะอาดของพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง และทำได้ดีมาในระดับหนึ่ง โดยประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ซึ่งปัจจุบันลดบทบาทสู่โรงไฟฟ้าพลังงานแก๊ส ส่งผลให้คาร์บอนลดลง ต่อมาก็พยายามผลักดันโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดมากขึ้น ขณะเดียวกันในยุคที่พลังงานสะอาดแพง รัฐบาลก็ออก Adder เพื่อสนับสนุนให้มีไฟสะอาด อย่างไรก็ดี เราบรรจุการผลักดันพลังงานสะอาดในแผน จากเดิมที่สนับสนุนเป็นครั้งคราว

ทั้งนี้ ความสะอาดของพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือแต้มต่อในการแข่งขันบนเวทีโลกที่กำลังกีดกันทางการค้าด้วยกำแพงภาษีคาร์บอน แผน PDP ฉบับนี้จึงกำหนดเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ช่วง 10 ปีแรก จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด (Renewable Energy: RE) ให้ก้าวกระโดดจากระดับต่ำกว่า 20% ในปัจจุบัน ขึ้นไปแตะระดับ 50% ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม ช่วง 15 ปีหลัง จะขยับสัดส่วนพลังงานสะอาดอย่างต่ำ 65% และอาจดันไปถึง 89-90% พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture) เข้ามาบรรจุในแผนอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากเรื่องพลังงานสะอาดแล้ว อีกประเด็นที่สำคัญคือความมั่นคงด้านพลังงาน ประเทศไทยมีโรงกลั่น 6 โรงที่มีกำลังการผลิตมากกว่าความต้องการใช้ แต่นำเข้าน้ำมันดิบมากกว่า 90% ซึ่งเป็นการนำเข้าที่สูงและเป็นเชื้อเพลิงซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจ ขณะที่การผลิตไฟฟ้า ปัจจุบันไทยผลิตไฟฟ้าจากแก๊สประมาณ 60% โดยใช้แก๊สจากในประเทศประมาณ 60% จากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เมียนมา ประมาณ 10% และอีก 30% ต้องพึ่งพาการนำเข้าในรูปแบบ LNG ซึ่งจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและวิกฤตทะเลแดงที่ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (Spot LNG) ผันผวนอย่างหนัก ซึ่งหากปล่อยไว้จะทำให้ต้นทุนเนื้อไฟฟ้าของไทยพุ่งสูงกว่า 6 บาทต่อหน่วย

เพื่อแก้ปัญหานี้ แผน PDP จะลดการพึ่งพาก๊าซ LNG นำเข้าแบบ Spot และหันมาพึ่งพาก๊าซในอ่าวไทยและเมียนมาแทน โดยระบุว่าก๊าซในอ่าวไทยมีศักยภาพราว 2,000-2,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน รวมกับการเจรจาแหล่งก๊าซแหล่งใหม่ในเมียนมาที่คาดว่าจะได้เพิ่มเป็น 700-800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน รวมเป็นกว่า 3,000 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งเพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้าถึง 21,000 เมกะวัตต์ ทำให้ในอีก 10 ปีข้างหน้า แม้จะมีโรงไฟฟ้าก๊าซปลดระวางไป 17,000 เมกะวัตต์ แต่จะสร้างทดแทนเพียง 9,000 เมกะวัตต์ รวมทั้ง LNG แบบผูกสัญญาระยะยาวบางส่วน เมื่อรวมกันแล้วทำให้เราไม่ต้องพึ่งพานำเข้าก๊าซ LNG ในรูปแบบ Spot ที่มีราคาผันผวน

นอกจากนี้ ยังจัดตั้งผู้ใช้ไฟประเภทใหม่ สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟมหาศาลอย่าง Data Center โดยกำหนดว่าหากมีความต้องการใช้ไฟจนต้องนำเข้า LNG เพิ่ม กลุ่มนี้จะต้องเป็นผู้รับภาระต้นทุนส่วนเพิ่มนั้นเอง เพื่อไม่ให้กระทบค่าไฟของประชาชนทั่วไป พร้อมทั้งผลักดันโรงไฟฟ้าชีวมวล (Biomass) จากเศษวัสดุการเกษตร ซึ่งนอกจากจะผลิตไฟได้ตลอด 24 ชั่วโมงทัดเทียมก๊าซแล้ว ยังช่วยลดการเผา ลด PM2.5 และกระจายรายได้สู่เกษตรกรโดยตรง

และสุดท้ายคือแผนที่เป็นธรรมที่สุด โดยแผนฉบับนี้จะทลายการผูกขาดและเปิดกว้างทางเทคโนโลยีใหม่ ทั้ง SMR, Solid Oxide Fuel Cell, ไฮโดรเจน, ความร้อนใต้พิภพ โดยวัดกันที่ความปลอดภัยและต้นทุนที่ถูกที่สุด นอกจากนี้ยังพลิกโฉมผู้ใช้ไฟฟ้าให้กลายเป็นผู้ผลิตไฟฟ้า (Prosumer) ผ่านนโยบายสำคัญ ได้แก่ เปิดตลาด Direct PPA เสรี ซึ่งล่าสุดประชุม กพช. ได้ปลดล็อกการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง (Direct PPA) โดยไม่จำกัดโควตาเพียง 2,000 เมกะวัตต์ และไม่จำกัดเฉพาะ Data Center อีกต่อไป เปิดโอกาสให้ทุกอุตสาหกรรมเข้าถึงไฟสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ จะเป็นธรรมสำหรับทุกเทคโนโลยี

ประเด็นที่สองที่ไม่ได้อยู่ในแผน แต่ต้องทำให้ได้ คือ ต้องให้ความเป็นธรรมกับประชาชน และผู้ประกอบการ โดยค่าไฟต้องเป็นธรรม ขณะเดียวกันในด้านของการผลิตไฟฟ้าหลังจากนี้จะเปิดโอกาสให้ทุกคนมีโอกาสที่จะเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า โดยจะมีการจัดสรรโควตาถึง 10,000 เมกะวัตต์ จากทั้งหมด 24,000 เมกะวัตต์ ให้กับประชาชน โดยภาครัฐอาจเข้าไปสนับสนุนการลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน และรับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบในราคาที่เป็นธรรมทัดเทียมกับโซลาร์ฟาร์ม

ขณะเดียวกันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ จะไม่สูญเสียบทบาท แต่ต้องเปลี่ยนผ่านจากการเน้นผลิตไฟฟ้า สู่การเป็นผู้บริหารจัดการระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) เพื่อรองรับพลังงานสะอาดที่จะเข้ามาในระบบจำนวนมาก

ทั้งนี้กระทรวงพลังงานยังเปิดรับฟังความคิดเห็นร่างแผน PDP 2569 ต่อไปอีก 1 สัปดาห์ เพื่อปรับปรุงให้สมบูรณ์ที่สุด

“แผน PDP เที่ยวนี้จะเป็นสัญญาณที่ประเทศไทยส่งไปให้นักลงทุนทั่วโลก ว่าเรามีแผนที่ทันต่อเหตุการณ์ มีความกล้า และทะเยอทะยานพอที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศ… นี่คือแผนที่สะอาดที่สุด มั่นคงที่สุด และเป็นธรรมกับทุกคน” นายเอกนัฏ กล่าว

โดย วรินทร ศิรินอก/รัชดา คงขุนเทียน