
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในงานสัมมนา TNN FUTURE FORUM 2026 “THAILAND BEYOND TOMORROW มองอนาคต เพื่อกำหนดทิศทางไทย” ว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจโตต่ำ ซึ่งหากย้อนไปในช่วงก่อนปี 2540 จะพบว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศ เคยสูงถึงระดับ 6-7% ในขณะที่ปัจจุบันพบว่า GDP ของไทย ขยายตัวไม่ถึง 3%
โดยส่วนหนึ่งของปัญหาดังกล่าว เกิดจากที่ประเทศไทยขาดการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่มายาวนาน จนส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตได้ต่ำกว่าศักยภาพ สะท้อนต่อเนื่องไปถึงประชาชนที่มีรายได้ลดลง เกิดปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัญหาที่สะสมกับเศรษฐกิจไทยมาเป็นระยะเวลายาวนาน
ขณะเดียวกัน เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก วิกฤตโควิด-19 และล่าสุด วิกฤตพลังงาน ซึ่งเปรียบเสมือนลมพายุที่พัดเข้ามา ทำให้คนฐานราก ซึ่งเป็นคนตัวเล็ก จึงเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับแรงกระแทกอย่างหนัก ผู้ประกอบการ SMEs ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ทำให้ภาครัฐต้องเข้าไปช่วยดูแล ซึ่งส่งผลให้หนี้สาธารณะของไทยปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้น วันนี้สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการไม่ใช่แค่การลุกขึ้นมาพูดถึงปัญหา แต่ควรเป็นการลุกขึ้นมาลงมือแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
*เร่งซ่อม-เร่งสร้าง พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย
รองนายกฯ และรมว.คลัง กล่าวว่า สิ่งแรกที่ควรต้องเร่งดำเนินการกับเศรษฐกิจไทย คือ เร่งซ่อมและเร่งสร้าง เนื่องจากโลกมีการเปลี่ยนแปลงทุกวัน จากกระแสโลกแบ่งขั้ว สิ่งที่หลายฝ่าย โดยเฉพาะนักลงทุนทั่วโลกทำตอนนี้ คือการเร่งหาสถานที่ปลอดภัยในการลงทุน ซึ่งไทยเองจะต้องรีบคว้าโอกาสเหล่านี้ ด้วยความที่ประเทศไทยมีความเป็นกลาง มีความปลอดภัย สามารถค้าขายได้กับทุกฝ่าย ซึ่งนับเป็นจุดแข็งที่เศรษฐกิจของประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอรองรับ
“ประเทศไทย มีกรรมเก่าที่สะสมมานาน จากเศรษฐกิจโตต่ำ หนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะสูง คนออมต่ำ SMEs เข้าไม่ถึงแหล่งทุน เราต้องเร่งซ่อม ควบคู่ไปกับการเร่งสร้าง เพราะหากซ่อมอย่างเดียว สุดท้ายวงจรอุบาทว์ก็จะกลับมาเหมือนเดิม คือ เมื่อพายุพัดมาอีกที ก็จะมีแรงกระแทกลูกใหม่กลับมา คนตัวเล็ก คนฐานราก ก็จะกลับมาเป็นหนี้ใหม่ ภาครัฐก็ต้องกลับเข้าไปช่วยอุ้มอีก วนอยู่อย่างนี้ ดังนั้นวันนี้จึงไม่ใช่แค่การซ่อม แต่ต้องสร้างโอกาสในอนาคต เพื่อตัดวงจรอุบาทว์ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกให้ได้” นายเอกนิติ กล่าว
นอกจากนี้ กระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว หากคนตัวเล็ก หรือผู้ประกอบการ SMEs สามารถเกาะกระแสดังกล่าวได้ดี ก็จะเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์อย่างมาก และต้องเร่งพัฒนาให้ไทยเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานในด้าน AI ซึ่งไม่ใช่แค่ประเทศที่เป็นผู้ใช้ AI เท่านั้น เช่นเดียวกับโครงการ Data Center ที่ไทยต้องเร่งให้กลายเป็นฐานการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่ผู้ใช้เพียงอย่างเดียว
รวมถึงกระแสสิ่งแวดล้อม ที่หลายประเทศยกเรื่องสิ่งแวดล้อมขึ้นมาสร้างเป็นกฎกติกาการค้า ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเร่งปรับตัว และให้สามารถรองรับกับกระแสต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ อีกทั้งยังมีกระแสสังคมผู้สูงอายุ ที่ไทยต้องเร่งคว้าโอกาสในเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระลูกหลาน และรัฐบาล ด้วยการนำจุดแข็งในด้านการแพทย์มาเป็นโอกาสสำคัญ ผ่านการสนับสนุนธุรกิจ Health & Wellness
นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลยังเร่งดำเนินโครงการต่าง ๆ เพื่อลดผลกระทบให้กับประชาชน โดยเฉพาะจากวิกฤติพลังงาน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามในตะวันออกลาง ที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น โดยรัฐบาลได้ดำเนินการผ่าน “โครงการไทยช่วย พลัส”, โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงเร็ว ๆ นี้จะมีการเปิดตัว “สินเชื่อนกกระซิบ” ที่ใช้ข้อมูลจากระบบ AI ที่อยู่ในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” สำหรับพ่อค้าแม่ค้า มาเป็นข้อมูลในการข้อสินเชื่อในระบบผ่านธนาคารออมสิน โดยโครงการเหล่านี้เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกลุ่มฐานราก กลุ่มคนตัวเล็ก ให้สามารถรองรับผลกระทบจากสถานการณ์ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นได้
สำหรับการเร่งสร้างนั้น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ระบุว่า การเร่งคว้าโอกาสผ่านวิกฤติในขณะนี้ โดยเฉพาะผ่านการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน จะเป็นการสร้างการเติบโตให้เศรษฐกิจไทยอย่างสำคัญ ซึ่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การสนับสนุนอุตสาหกรรมใหม่ อาทิ Data Center ถือเป็นโอกาส และสิ่งที่ดีที่จะเกิดประโยชน์กับประเทศไทย เป็นการช่วยสร้างรายได้ สร้างงาน ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบอย่างมีศักยภาพ
“วันนี้ มีรถไฟความเร็วสูงวิ่งผ่านประเทศไทย รัฐบาลต้องดูว่าจะทำอย่างไรที่จะพาคนไทยขึ้นรถไฟขบวนนี้ ซึ่งเป็นรถไฟแห่งอนาคตให้ได้ทั้งหมด สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ เศรษฐกิจไทยเป็นแบบ K-Shaped ใครขึ้นรถไฟได้ ก็อยู่ในส่วนของ K ขาขึ้น แต่คนที่ขึ้นไม่ได้ และถูกทิ้งไว้ที่ชานชาลา กลายเป็น K ขาลง
รัฐบาลไม่อยากให้เป็นแบบนี้ จึงต้องเร่งซ่อมและเร่งสร้าง ช่วยกันประคอง ผ่านการสร้างโอกาส ไม่ปล่อยให้รถไฟแห่งอนาคตนี้ผ่านไปเฉย ๆ แต่ถ้าหากไม่ทำอะไรเลย เศรษฐกิจไทยจะไม่ใช่ K-Shaped อีกต่อไป แต่จะกลายเป็น A ที่มีแต่ขาลง สิ่งสำคัญคือ เราอยากเปลี่ยนจากตัว K ให้เป็นตัว V โดยทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ ขึ้นรถไฟแห่งอนาคตที่วิ่งผ่านประเทศไทยตอนนี้ให้ได้” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวในท้ายสุด
โดย คลฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์




