
ผลวิเคราะห์ข้อมูลล่าสุดพบว่า มีผู้นำเปปไทด์เชิงทดลอง BPC-157 มารักษาอาการป่วยหลากหลายรูปแบบมากขึ้น ทั้งที่ยังแทบไร้หลักฐานยืนยันความปลอดภัยและประสิทธิผลในมนุษย์ แม้สารนี้จะได้รับการสนับสนุนจาก โรเบิร์ต เอฟ. เคนเนดี จูเนียร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสหรัฐฯ และมีการโฆษณาออนไลน์ว่าช่วยบรรเทาปวด ฟื้นฟูร่างกาย ตลอดจนเสริมสมรรถภาพก็ตาม
ปัจจุบัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) ยังไม่อนุมัติ BPC-157 เป็นยา แต่สารนี้กลับได้รับความนิยมสูงในตลาดนอกระบบที่อาศัยช่องโหว่กฎหมาย (Gray Market) โดยกระแสนี้เกิดจากการแชร์บนโซเชียลมีเดียที่อ้างว่า BPC-157 ช่วยสร้างกล้ามเนื้อและรักษาอาการบาดเจ็บ ทั้งที่ไม่มีผลวิจัยรับรอง นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังนิยมนำไปจับคู่กับเปปไทด์ TB-500 กลายเป็นสูตรผสมยอดฮิตที่เรียกกันว่า “วูล์ฟเวอรีนสแต็ก” (Wolverine stack)
เมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมา คณะกรรมการที่ปรึกษาของ FDA ได้ลงมติสนับสนุนให้ร้านยาสามารถนำ BPC-157 ไปปรุงยาเฉพาะรายตามใบสั่งแพทย์ได้ ตามแรงผลักดันของเคนเนดี ซึ่งสวนทางกับท่าทีเดิมของ FDA ที่เคยสั่งคุมเข้มการปรุงยาดังกล่าว เนื่องจากกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและยังมีข้อมูลในมนุษย์ไม่เพียงพอ
ด้านนักวิเคราะห์ประเมินว่า หากเปปไทด์กลุ่มนี้ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มูลค่าตลาดอาจพุ่งแตะ 2,000-3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
การติดตามการใช้ BPC-157 ในการรักษาจริงเป็นเรื่องทำได้ยาก เนื่องจากสารดังกล่าวไม่มีรหัสยาประจำตัวในระบบของสหรัฐฯ (NDC) ดังนั้น บริษัทวิเคราะห์ข้อมูล nference จึงหันไปตรวจสอบเวชระเบียนกว่า 15 ล้านฉบับ จนพบคนไข้ 1,039 ราย ที่แพทย์บันทึกไว้ว่าคนไข้มีการใช้เปปไทด์ดังกล่าว
ข้อมูลสำคัญจากการศึกษาผู้ใช้สาร BPC-157:
- ยอดผู้ใช้รายใหม่: เพิ่มขึ้น 33 เท่า ระหว่างปี 2563-2569
- เหตุผลในการใช้ (บันทึกไว้ในผู้ป่วย 644 ราย): ส่วนใหญ่เริ่มใช้เพื่อบรรเทาอาการปวด หรือรักษาอาการในระบบทางเดินอาหาร รวมถึงอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาและอาการปวดเรื้อรัง
- แหล่งที่มา: ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้ยามาจากร้านขายยาปรุงเฉพาะราย หรือผู้ค้าเปปไทด์ในตลาดสีเทา
เวงกี สุนทรราชัน หัวหน้าทีมวิจัยของ nference ชี้ว่า ผลวิเคราะห์นี้สะท้อนกระแสความนิยมของ BPC-157 ได้ชัดเจนขึ้น แต่ภาพรวมยังไม่สมบูรณ์ เพราะยอดการใช้จริงน่าจะสูงกว่านี้มาก เนื่องจากในทางปฏิบัติมีแพทย์น้อยรายที่จะซักถามคนไข้ตรง ๆ ว่าแอบใช้สารตัวนี้หรือไม่
รายงานวิจัยฉบับนี้ ซึ่งยังไม่ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ระบุด้วยว่า มีผู้ป่วยเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่แพทย์บันทึกผลการรักษาเอาไว้ แม้แพทย์บางรายบันทึกว่าคนไข้อาการดีขึ้น แต่ข้อมูลที่มีจำกัดเช่นนี้ทำให้ยังสรุปผลที่แน่ชัดไม่ได้ และตอกย้ำว่ายังขาดข้อมูลด้านความปลอดภัยและประสิทธิผล
ส่วนผู้ป่วยที่เลิกใช้ยานั้น สาเหตุหลักมาจากแพทย์สั่งให้หยุดใช้ ขณะที่บางส่วนต้องหยุดเพราะเกิดผลข้างเคียง เช่น ความผิดปกติทางระบบประสาทและอารมณ์ อาการทางผิวหนัง และปัญหาในระบบทางเดินอาหาร
โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/ปรียพรรณ มีสุข





