กทม. ประกาศเขตประสบอุทกภัย หนองจอก-สวนหลวง-คันนายาว เดินหน้าเร่งช่วยเหลือประชาชนเต็มที่

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในฐานะผู้อำนวยการกรุงเทพมหานคร ลงนามประกาศกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร เรื่อง เขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย ในพื้นที่เขตหนองจอก เขตสวนหลวง และเขตคันนายาว เพื่อให้ส่วนราชการ หน่วยงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เข้าดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าว

การประกาศดังกล่าวสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 69 เกิดเหตุอุทกภัยในพื้นที่ ส่งผลให้การสัญจรและการเข้าถึงพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก และมีผลกระทบต่อสาธารณชน จึงกำหนดพื้นที่ดังกล่าวเป็น เขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย เพื่อประโยชน์ในการจัดการสาธารณภัยและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

พื้นที่ประกาศครอบคลุม 3 เขต รวม 13 แขวง ได้แก่

– เขตหนองจอก 8 แขวง ได้แก่ แขวงกระทุ่มราย แขวงหนองจอก แขวงคลองสิบ แขวงคลองสิบสอง แขวงโคกแฝด แขวงคู้ฝั่งเหนือ แขวงลำผักชี และแขวงลำต้อยติ่ง

– เขตสวนหลวง 3 แขวง ได้แก่ แขวงอ่อนนุช แขวงพัฒนาการ และแขวงสวนหลวง

– เขตคันนายาว 2 แขวง ได้แก่ แขวงรามอินทรา และแขวงคันนายาว

การดำเนินการในพื้นที่จะเป็นไปภายใต้ พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564–2570 และแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2564–2570 รวมถึงกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง ประกาศ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินการตามขั้นตอนและระเบียบที่เกี่ยวข้อง หากมีพื้นที่อื่นที่เข้าหลักเกณฑ์การประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยต่อไป

*กทม. เร่ง 7 มาตรการรับมืออุทกภัย ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สั่งดูแลประชาชน–เปิดศูนย์พักพิง–เร่งระบายน้ำ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์อุทกภัย 50 สำนักงานเขตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร 2 (ดินแดง) พร้อมกำชับหน่วยงานและสำนักงานเขตเร่งดำเนินมาตรการดูแลประชาชนในพื้นที่ และบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและทั่วถึง

นายชัชชาติ มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ 7 มาตรการสำคัญ ดังนี้

1. เตรียมประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยครอบคลุมทั้งกรุงเทพมหานคร

กทม.เตรียมเอกสารและร่างประกาศกำหนดพื้นที่ประสบสาธารณภัย (อุทกภัย) ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 50 เขตของกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับการให้ความช่วยเหลือประชาชนตามหลักเกณฑ์ พร้อมให้สำนักงานเขตประชาสัมพันธ์และแนะนำประชาชนในการรวบรวมหลักฐานความเสียหาย อาทิ ภาพถ่ายก่อนและหลังเกิดน้ำท่วม เพื่อประกอบการขอรับความช่วยเหลือต่อไป

2. เร่งสำรวจและดูแลผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบาง

ให้สำนักงานเขตร่วมกับศูนย์บริการสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจผู้ป่วยติดเตียงและกลุ่มเปราะบางในชุมชน โดยพิจารณาตามความจำเป็นในการดูแล ทั้งผู้ที่ต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์หรือจำเป็นต้องส่งต่อสถานพยาบาล และผู้ที่สามารถดูแลในพื้นที่หรืออพยพไปยังศูนย์พักพิงได้ พร้อมจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณสำหรับภารกิจเร่งด่วน

3. จัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวและจุดจอดรถ

ให้สำนักงานเขตพิจารณาโรงเรียนในสังกัด กทม. เป็นศูนย์พักพิงหลัก เนื่องจากมีความพร้อมด้านอาคารและห้องน้ำ พร้อมรายงานจำนวนผู้เข้าพักและความสามารถในการรองรับให้ส่วนกลางทราบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงประสานภาคเอกชนจัดหาจุดจอดรถชั่วคราวสำหรับประชาชนที่ต้องอพยพ และเตรียมอาหาร น้ำดื่ม และระบบสุขาภิบาลให้เพียงพอ

4. บริหารจัดการกระสอบทรายให้เพียงพอในจุดเสี่ยง

มอบหมายสำนักการระบายน้ำเป็นหน่วยงานหลักในการประสานจัดสรรกระสอบทรายและทราย ขณะที่สำนักงานเขตบริหารกำลังเจ้าหน้าที่และประสานประชาชนในพื้นที่ เพื่อเร่งกรอกและจัดวางกระสอบทรายในจุดที่จำเป็น

5. ดูแลการจราจรและจัดยานพาหนะช่วยเหลือประชาชน

ให้สำนักงานเขตและเจ้าหน้าที่เทศกิจประสานตำรวจจราจรในพื้นที่ เพื่อจัดระบบการเดินทางและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมรวบรวมยานพาหนะของ กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำหรับสนับสนุนการรับ–ส่งประชาชน รวมถึงเร่งเคลื่อนย้ายรถที่จอดเสียหรือกีดขวางเส้นทาง และเฝ้าระวังสะพานหรือเส้นทางที่อาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น

6. เร่งระบายน้ำ พร้อมดูแลความสะอาดและสุขอนามัย

เมื่อระดับน้ำลดลง ให้สำนักงานเขตเร่งทำความสะอาด เก็บขยะและวัสดุที่อาจกีดขวางทางน้ำบริเวณปากท่อและช่องทางระบายน้ำ เพื่อให้น้ำระบายได้สะดวก พร้อมสำรวจความต้องการห้องสุขาเคลื่อนที่ในพื้นที่และประสานการสนับสนุน รวมถึงตรวจสอบสุขอนามัยและความปลอดภัยของศูนย์พักพิง

7. บูรณาการข้อมูลและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

กทม.กำชับทุกหน่วยงานประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะระหว่างสำนักงานเขตกับหน่วยงานส่วนกลาง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมประชุมติดตามสถานการณ์ครั้งถัดไปในเวลา 12.00 น. ผ่านระบบออนไลน์ (Zoom)

ทั้งนี้ กทม.จะติดตามสถานการณ์น้ำและผลกระทบในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมปรับมาตรการให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

โดย ฐานิสร์ ทองนอก