ครม. รื้อใหญ่ศึกษาดิจิทัล ชูทักษะ AI-อัดฉีดคอมพ์ให้โรงเรียน 1,700 แห่ง รับมือทดสอบ PISA 2029

ที่ประชุม ครม. ปรับใหญ่โครงการศึกษาดิจิทัล มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลเต็มรูปแบบ พร้อมลุยอัดฉีดคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียนขยายโอกาสที่ขาดแคลนเกือบ 1,700 แห่งทั่วประเทศ ปูทางสร้างความพร้อมให้นักเรียนไทยรับมือการทดสอบ PISA 2029

ร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้กระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปรับเปลี่ยนโครงการ “ส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ” เป็น “โครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและสมรรถนะด้านปัญญาประดิษฐ์ (The Digital Skill & AI Competency Space: Empowering Educations)” กรอบวงเงินรวม 1,601.53 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 4 ปี ปีงบประมาณ 2569-2572

*3 เหตุผลหลักในการรื้อระบบศึกษาดิจิทัล

1. การเตรียมความพร้อมผู้เรียนรองรับ PISA 2029: ผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนตามมาตรฐานสากล (PISA) ของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะกลุ่มโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ขณะที่การประเมิน PISA 2029 จะดำเนินการด้วยคอมพิวเตอร์เต็มรูปแบบ และเพิ่มการประเมินด้านการรู้เท่าทันสื่อและปัญญาประดิษฐ์ หรือ Media & AI Literacy เป็นครั้งแรก จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน ทั้งด้านการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะดิจิทัล และการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างเหมาะสมและมีความรับผิดชอบ

2. การลดข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงเทคโนโลยี: ข้อมูลของ สพฐ. พบว่า โรงเรียนในสังกัดมีคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนการสอนประมาณ 118,307 เครื่อง ใน 12,943 โรงเรียน โดยคอมพิวเตอร์ส่วนหนึ่งมีอายุการใช้งานเกินเกณฑ์และมีจำนวนไม่เพียงพอต่อความต้องการในการจัดการเรียนรู้ ขณะที่การจัดสรรงบประมาณตามปกติสามารถรองรับโรงเรียนที่ขอรับการสนับสนุนได้ประมาณ 14% ต่อปี ส่งผลให้โรงเรียนบางส่วนต้องรอรับการสนับสนุนเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ซึ่งมีจำนวน 1,696 โรงเรียน ที่ยื่นขอรับการสนับสนุนครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ยังไม่ได้รับการสนับสนุน

โครงการใหม่ จึงกำหนดการสนับสนุนระบบคอมพิวเตอร์แก่โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาที่ขาดแคลนทั้ง 1,696 แห่ง วงเงิน 918.41 ล้านบาท ให้ครบภายในปีงบประมาณ 2571 เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเทคโนโลยี และเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนรู้ การแก้ปัญหา และการทำแบบประเมินก่อนเข้าสู่การประเมิน PISA 2029

3. การเปลี่ยนแปลงจากความก้าวหน้าของ Generative AI: ความก้าวหน้าของปัญญาประดิษฐ์ประเภท Generative AI ส่งผลต่อรูปแบบการเรียนรู้ การทำงาน และทักษะที่จำเป็นของผู้เรียนอย่างรวดเร็ว จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาสมรรถนะด้านการคิด การแก้ปัญหา การรู้เท่าทันสื่อ และการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และพัฒนาสมรรถนะของตนเองได้อย่างเหมาะสม

*เจาะลึกแผนงาน 3 ด้าน (วงเงิน 1,601.53 ล้านบาท)

1. พัฒนาระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและสมรรถนะด้าน AI (วงเงิน 462.90 ล้านบาท): เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และฝึกทักษะด้านดิจิทัลและ AI ผ่านสถานการณ์และบริบทการแก้ปัญหา เปิดโอกาสให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง ใช้ AI สนับสนุนการเรียนรู้ และประเมินสมรรถนะรายบุคคลบนคลังความรู้ที่ผ่านการรับรอง โดยข้อมูลผู้เรียนจะได้รับการประมวลผลภายในประเทศตามกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

2. สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ด้านดิจิทัล (วงเงิน 918.41 ล้านบาท): สำหรับจัดหาระบบคอมพิวเตอร์ให้แก่โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาที่ขาดแคลน 1,696 แห่ง เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงเทคโนโลยี ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียน และให้นักเรียนมีโอกาสฝึกใช้คอมพิวเตอร์ในการเรียนรู้และการทำแบบประเมินก่อน PISA 2029

3. พัฒนาครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน (วงเงิน 217.53 ล้านบาท): มุ่งพัฒนาครู ผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ พร้อมสร้างวิทยากรแกนนำในทุกเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อขยายการพัฒนาทักษะและสมรรถนะด้านดิจิทัลและ AI สู่สถานศึกษาอย่างเป็นระบบ รวมถึงจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติและพัฒนาสมรรถนะอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมโรงเรียน 28,834 แห่ง จนถึงการประเมิน PISA 2029

*สพฐ.-อว. แบ่งบทบาทชัดเจน ลดความซ้ำซ้อน

– สพฐ.: รับผิดชอบการพัฒนาทักษะดิจิทัลและสมรรถนะด้าน AI ของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การสนับสนุนระบบคอมพิวเตอร์แก่โรงเรียนที่ขาดแคลน และการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา

– กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.): รับผิดชอบการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางด้าน e-Portfolio สำหรับการสะสมและแสดงผลงานของผู้เรียน

– การเชื่อมโยง: ทั้งสองระบบสามารถเชื่อมโยงกันได้ผ่าน Single Sign-On การเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน API และการส่งต่อข้อมูลผู้เรียน (Learner Profile) เพื่อให้การดำเนินงานของแต่ละหน่วยงานมีขอบเขตและกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ลดความซ้ำซ้อนในการพัฒนาระบบ และยังคงสนับสนุนการต่อยอดข้อมูลการเรียนรู้ของผู้เรียนได้

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา