
ทันทีที่ปิดงวดไตรมาส 3/69 ตรวจพบตัวเลขสำคัญที่น่าสนใจ ตลาดหุ้นไทยมีเงินทุนต่างชาติไหลออกสุทธิน้อยที่สุด เมื่อเทียบในบรรดา 8 ตลาดหุ้นเอเชียที่ถูกขายเช่นเดียวกัน
แม้แรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติในเดือนสิงหาคมและกันยายน อาจทำให้ภาพตลาดหุ้นไทยดูน่ากังวล แต่เมื่อขยายมุมมองให้ครอบคลุมทั้งไตรมาส 3/2569 จะพบว่า เงินทุนต่างชาติไหลออกสุทธิจากหุ้นไทยเพียง 67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งน้อยที่สุดในบรรดาตลาดหุ้นที่มีเงินไหลออกสุทธิ
ในขณะเดียวกัน ดัชนีของหุ้นรายกลุ่มอุตสาหกรรมยังปรับตัวเป็นบวกเมื่อเทียบกับสิ้นปีที่ผ่านมา
สองข้อมูลนี้ช่วยให้เห็นอีกด้านของตลาดหุ้นไทยว่า แม้เผชิญแรงขายในช่วงปลายไตรมาส แต่เงินทุนที่เข้ามาก่อนหน้านั้นยังไม่ได้ถูกขายคืนทั้งหมด และการปรับขึ้นของตลาดตั้งแต่ต้นปียังกระจายไปถึงทุกกลุ่มอุตสาหกรรม
ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ รวบรวมจาก Bloomberg ระบุว่า ในไตรมาส 3 ไทยมีเงินทุนต่างชาติไหลออกสุทธิ 67 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับฟิลิปปินส์ 291 ล้านดอลลาร์ อินโดนีเซีย 417 ล้านดอลลาร์ เวียดนาม 695 ล้านดอลลาร์ และมาเลเซีย 827 ล้านดอลลาร์

ขณะที่ไต้หวันและเกาหลีใต้มีเงินไหลออกสุทธิสูงถึง 16,563 ล้านดอลลาร์ และ 31,865 ล้านดอลลาร์ตามลำดับ ส่วนอินเดียเป็นตลาดที่มีเงินไหลเข้าสุทธิ 704 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียวกัน
ดังนั้น หากพิจารณาเฉพาะตลาดที่มีเงินไหลออกสุทธิในชุดข้อมูลนี้ ตลาดหุ้นไทยถือว่าเผชิญแรงขายสุทธิน้อยที่สุดในเชิงมูลค่า แม้ตัวเลขดังกล่าวจะยังไม่ได้ปรับเทียบกับขนาดตลาดหุ้นของแต่ละประเทศก็ตาม
เบื้องหลังของยอดขายสุทธิที่ต่ำ มาจากแรงซื้อจำนวนมากในเดือนกรกฎาคม ข้อมูล SETSMART ระบุว่า นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยในเดือนนั้น 48,864 ล้านบาท ก่อนขายสุทธิ 24,681 ล้านบาทในเดือนสิงหาคม และอีก 26,328 ล้านบาทในเดือนกันยายน เมื่อรวมทั้งสามเดือน จึงเหลือยอดขายสุทธิไตรมาส 3 เพียง 2,144 ล้านบาท
การดูเฉพาะเดือนกันยายนซึ่งต่างชาติขายสุทธิกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท จึงอาจทำให้มองไม่เห็นว่า ในช่วงต้นไตรมาสมีเงินซื้อเข้ามารองรับไว้ก่อนหน้านี้มากเพียงใด
แม้แรงขายสองเดือนท้ายจะมีน้ำหนัก แต่ภาพรวมทั้งไตรมาสสะท้อนว่าเงินซื้อเดือนกรกฎาคมถูกหักล้างไปเกือบทั้งหมด มากกว่าจะเป็นการไหลออกสุทธิขนาดใหญ่ตลอดไตรมาส
ยิ่งเมื่อมองย้อนหลังตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนกันยายน นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิหุ้นไทยสะสม 24,856 ล้านบาท หลังจากซื้อสุทธิ 19,152 ล้านบาทในไตรมาสแรก และ 7,848 ล้านบาทในไตรมาส 2 ภาพนี้แตกต่างจากปี 2567 และ 2568 ซึ่งต่างชาติขายสุทธิทั้งปี 146,906 ล้านบาท และ 107,096 ล้านบาทตามลำดับ
แม้ปี 2569 ยังไม่สิ้นสุด แต่สถานะ ณ สิ้นไตรมาส 3 แสดงให้เห็นว่าทิศทางเงินทุนสะสมดีขึ้นจากสองปีก่อน
อีกประเด็นที่เป็นมุมมองเชิงบวก คือผลการปรับตัวของหุ้นรายกลุ่มอุตสาหกรรม แม้ SET Index ลดลง 2.3% ในเดือนกันยายน แต่เมื่อวัดตั้งแต่ต้นปี ดัชนียังเพิ่มขึ้น 23.8% และทั้ง 8 กลุ่มอุตสาหกรรมยังให้ผลการปรับตัวเป็นบวกทั้งหมด

กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นสูงสุด 58.1% ตามด้วยกลุ่มเทคโนโลยี 34.8% และกลุ่มทรัพยากร 31.8% ซึ่งทั้งสามกลุ่มปรับขึ้นมากกว่า SET Index
ส่วนกลุ่มธุรกิจการเงินเพิ่มขึ้น 21.9% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 19.8% กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร 7.9% กลุ่มบริการ 7.1% และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค 2.3%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าการฟื้นตัวตั้งแต่ต้นปีมีเพิ่มมากขึ้นในแต่ละรายกลุ่มอุตสาหกรรม แม้แต่ละกลุ่มจะปรับขึ้นไม่เท่ากัน และไม่ได้หมายความว่าหุ้นทุกบริษัทให้ผลตอบแทนเป็นบวก แต่ก็แสดงให้เห็นว่าโอกาสในตลาดไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มเดียว
สิ่งที่น่าสนใจคือ ในเดือนกันยายนซึ่งตลาดโดยรวมปรับลง กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมยังเพิ่มขึ้น 2.4% และกลุ่มเทคโนโลยียังเพิ่มขึ้น 1.2% สะท้อนว่าท่ามกลางแรงขาย ยังมีบางกลุ่มที่สามารถเคลื่อนไหวสวนทางกับดัชนีได้ ตลาดจึงยังมีพื้นที่สำหรับการเลือกลงทุนตามปัจจัยเฉพาะของธุรกิจ แม้บรรยากาศโดยรวมจะผันผวน
แน่นอนว่า เงินไหลออกสุทธิน้อยไม่ได้ยืนยันว่าต่างชาติจะกลับมาซื้อทันที และราคาหุ้นที่ปรับขึ้นตั้งแต่ต้นปีก็ไม่ได้ยืนยันว่ากำไรของทุกธุรกิจดีขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน แต่ข้อมูล ณ สิ้นไตรมาส 3 ให้เหตุผลเพียงพอที่จะมองหุ้นไทยในเชิงบวกที่มากขึ้น เพราะแรงขายช่วงปลายไตรมาสยังไม่ได้ลบยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี และยังไม่ได้ทำให้ผลการปรับตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมใดกลับมาติดลบเมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อน
สิ่งที่ควรให้น้ำหนักจึงมีทั้งขนาดของแรงขายและผลที่เกิดขึ้นกับตลาด เมื่อไทยมีเงินไหลออกสุทธิไตรมาส 3 น้อยที่สุดในกลุ่มตลาดที่ถูกขาย ขณะที่หุ้นในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมยังบวกตั้งแต่ต้นปี ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยยังมีแรงหนุนและโอกาสให้ติดตามต่อ แม้ต้องผ่านช่วงปรับฐานระหว่างทางก็ตามที
โดย ธิติ ภัทรยลรดี





